ถ้าเกิดคนไหนกันรู้สึกว่าภาพยนตร์โด่งดังอย่าง ''แฮร์รี่ พ็อตเตอร์'' ยืดเยื้อ และนานมากกว่าจะจบแล้วล่ะก็ ''มหากาพย์ป็อกบา'' ก็อาจไม่ต่างกัน เพราะว่ากว่าจะได้ข้อสรุป เล่นเอาแฟนอสุรกายแดงลุ้นแล้วลุ้นอีก ซึ่งข้อสรุปก็อย่างที่ทราบกันว่า ป็อกบา อดีตเด็กปั้นของแมนฯ ยูไนเต็ด กลับมาสู่ถิ่นเก่าอีกครั้งในฐานะนักเตะระดับโลก ที่มีค่าตัวแพงระยิบระยับ

ถ้าเกิดย้อนไปช่วงที่ยังเป็นดาวรุ่งค้าลำแข้งอยู่ในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เจ้าตัวสวมใส่เสื้อเลขลำดับ 42 ลงเล่นให้กับอสุรกายแดงไปหลายนัดหมาย แต่การกลับมาครั้งนี้ ป็อกบา เลือกสวมเสื้อเลขลำดับ 6 ที่ยังคงว่างอยู่ ราวกับเว้นว่างไว้รอคอยอย่างไร แบบงั้น ซึ่งโน่นทำให้ป็อกบากลายเป็นผู้เล่นคนที่ 7 ที่สวมเสื้อเลขลำดับ 6 ของแมนฯ ยูไนเต็ดทันที

ตอนนี้พวกเราลองมามองกันดีกว่าว่า ก่อนที่จะเสื้อเลขลำดับ 6 แห่งโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดจะตกมาอยู่กับ ปอล ป็อกบา ซึ่งเป็นทายาทเลขลำดับ 6 คนปัจจุบันนั้น มีผู้เล่นคนไหนกันแน่บ้างที่เคยสวมใส่เลขลำดับนี้มาก่อน

แกปรี่ พัลลิสเตอร์

ตำแหน่ง: เซนเตอร์แบ็ก

ชนชาติ: อังกฤษ

แกปรี่ พัลลิสเตอร์ เบอร์ 6 คนแรกของผีแดงในยุคพรีเมียร์ลีก

แกปรี่ พัลลิสเตอร์ อดีตกองหลังร่างใหญ่เจ้าของความสูง 193 ซม. เป็นผู้ที่สวมเสื้อเลขลำดับ 6 เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ของแมนฯfun888ยูไนเต็ด นับจากเริ่มมีการใช้เบอร์เสื้อประจำตัวในช่วงฤดูกาล 1993-1994

พัลลิสเตอร์ ค้าลำแข้งกับอสุรกายแดงเป็นระยะเวลานานถึง 9 ปี โดยช่วงที่ย้ายจากมิดเดิ้ลสโบรช์มาอยู่ในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดนั้น เจ้าตัวแปลงเป็นเจ้าของสถิติกองหลังที่มีมูลค่าในการย้ายทีมแพงที่สุดในระยะเวลาดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นทันที

ส่วนการบรรลุผลต่างๆภายใต้สีเสื้อของอสุรกายแดงเจ้าตัวก็กวาดมาเรียบ ไม่ว่าจะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก 4 ยุค, เอฟเอ คัพ 3 ยุค, ลีก คัพ 1 ยุค, ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ 1 ยุค และยูฟ่า คัพ อีก 1 ยุค จึงไม่แปลกนักถ้าเกิดจะกล่าวว่า แกปรี่ พัลลิสเตอร์ เป็นต้นตระกูลชั้นยอดของเลขลำดับ 6 แห่งแมนฯ ยูไนเต็ด

ยาป สตัม

ตำแหน่ง: เซนเตอร์แบ็ก

ชนชาติ: ดัตช์

ถ้าหากไม่มีปัญหากับพ่อเสียก่อน ยาป สตัม บางทีอาจได้สวมเบอร์ 6 เป็น 10 ปี

ยาป สตัม เป็นด่านข้างหลังจำพวกดุที่เต็มไปด้วยความชำนาญทั้งหมดทุกอย่างที่ผู้เล่นในตำแหน่งกองหลังต้องมี โดยเขาเป็นทายาท เลขลำดับ 6 ลำดับที่ 2 ข้างหลังย้ายจากพีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น มาร่วมถิ่นอสุรกายแดงในปี 1998

ยักษ์ใหญ่ชาวดัตช์ผู้นี้ค้าลำแข้งอยู่ภายใต้สีเสื้ออสุรกายแดงอยู่เป็นระยะเวลา 3 ปี ซึ่งในระยะเวลาดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นเจ้าตัวก็มีส่วนร่วมในการนำแมนฯ ยูไนเต็ดครอบครองแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 ยุคติด, เอฟเอ คัพ 1 ยุค และยังรวมไปถึงแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อันลือลั่นในปี 1999 อีกด้วย

น่าเสียดายที่ช่วงเวลาในรั้วโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดดูเหมือนสั้นไปนิด เพราะว่าสตัม ถูกเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ขายให้กับลาซิโอ ในปี 2001 โดยหนึ่งในเหตุผลสำคัญนั้นเชื่อกันว่า เฟอร์กูสัน ไม่พอใจอย่างมากที่สตัม เขียนในหนังสือชีวประวัติของเขาว่า เฟอร์กี้ มานะซื้อตัวเขาโดยไม่ได้รับการอนุญาตจากสังกัดเดิมเก่าอย่างพีเอสวี ปัจจุบัน ยาป สตัม ในวัย 44 ปี รับหน้าที่เป็นผู้จัดการทีมเร้ดดิ้ง ในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ อังกฤษ

โลร็องต์ บล็องก์

ตำแหน่ง: เซนเตอร์แบ็ก

ชนชาติ: ฝรั่งเศส

โลร็องต์ บล็องก์ อดีตกองหลังทีมชาติฝรั่งเศส ที่เคยคว้าทั้งแชมป์โลก 1998 และยูโร 2000 ถือเป็นผู้เล่นคนที่ 3 ที่ได้สวมเสื้อเลขลำดับ 6 ของแมนฯ ยูไนเต็ด หลังจากที่บล็องก์ย้ายจากอินเตอร์ มิลานมาร่วมทีมในปี 2001

เป็นที่ทราบกันว่าเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กุนซือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลก มานะจะดึงตัว โลร็องต์ บล็องก์ มาร่วมรั้วอสุรกายแดงอยู่บ่อยครั้งนับจากปี 1996 แต่กว่าจะมาเสร็จก็คือในปี 2001 ซึ่งในขณะนั้นบล็องก์ก็มีอายุถึง 35 ปี และต้องแบกรับความกดดันอย่างมากมาย เพราะว่าต้องแปลงเป็นตัวแทนของ ยาป สตัม เจ้าของเลขลำดับ 6 คนเก่าที่ถูกขายออกไป

แม้ในตอนแรกๆบล็องก์จะถูกวิจารณ์อย่างหนักจากผลงานที่ไม่ดีนัก แต่ก็สามารถพัฒนาฟอร์มการเล่น และมีส่วนช่วนให้แมนฯ ยูไนเต็ดครอบครองแชมป์พรีเมียร์ลีกในช่วงฤดูกาล 2002-2003 ได้อีกด้วย และในปี 2003 เจ้าตัวก็ประกาศห้อยสตั๊ดทำให้แมนฯ ยูฯ แปลงเป็นทีมในที่สุดที่บล็องก์เคยค้าลำแข้งในฐานะนักเตะทันที

ริโอ เฟอร์ดินานด์

ตำแหน่ง: เซนเตอร์แบ็ก

ชนชาติ: อังกฤษ

ริโอ เฟอร์ดินานด์ รังเกียจเบอร์ 6 ขอเปลี่ยนไปสวมเบอร์ 5

ริโอ เฟอร์ดินานด์ เป็นเจ้าของสัมปทานเลขลำดับ 6 ของเร้ด เดวิลส์ คนที่ 4 ต่อจากโลร็องต์ บล็องก์ โดยเฟอร์ดินานด์ สวมเบอร์ 6 ลงเล่นเพียงแค่ฤดูเดียวเป็น ฤดู 2002-2003 เหตุเพราะโลร็องต์ บล็องก์ เปลี่ยนแปลงจากเบอร์ 6 ไปใส่ เบอร์ 5 แต่หลังจากบล็องก์ห้อยสตั๊ดในปีต่อมา เจ้าตัวจึงย้ายไปใส่เบอร์ 5 นับแต่ตอนนั้น

ด่านข้างหลังคนเก่งย้ายจากลีดส์ ยูไนเต็ด มาสู่ถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ด้วยค่าจ้างอย่างมากมายถึง 30 ล้านปอนด์ ซึ่งทำให้เจ้าตัวแปลงเป็นเจ้าของสถิตินักเตะอังกฤษที่ค่าจ้างแพงที่สุดตอนนั้น และยังเป็นกองข้างหลังที่ค่าจ้างแพงที่สุดในโลกในระยะเวลาดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นอีกด้วย

เฟอร์ดินานด์ ประสบผลสำเร็จอย่างมากในระยะเวลากับอสุรกายแดง โดยมีส่วนช่วยให้ทีมเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก 6 ยุค, ลีก คัพ 3 ยุค, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1 ยุค และแชมป์สโมสรโลกอีก 1 ยุค นอกเหนือจากนี้ยังติดทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของพรีเมียร์ลีกถึง 6 ครั้ง (5 ครั้งกับแมนฯ ยูฯ และ 1 ครั้งกับลีดส์ ยูไนเต็ด)

เวส บราวน์

ตำแหน่ง: เซนเตอร์แบ็ก

ชนชาติ: อังกฤษ

เวส บราวน์ ถือเป็นเด็กปั้นของแมนฯ ยูไนเต็ดขนานแท้ เพราะว่าเขากำเนิดในเมืองแมนเชสเตอร์ และถูกดันขึ้นมาจากชุดเยาวชนของอสุรกายแดง ซึ่งบราวน์เป็นทายาทเลขลำดับ 6 ต่อจาก ริโอ เฟอร์ดินานด์ ทันทีในช่วงฤดูกาล 2003-2004 ที่เฟอร์ดินานด์ย้ายไปใส่เลขลำดับ 5

เวส บราวน์ เปิดฉากสนามให้กับเร้ด เดวิลส์ ในวันที่ 4 พฤษภาคม 1998 ที่แมนฯ ยูไนเต็ด พบกับลีดส์ ยูไนเต็ด ในฐานะผู้เล่นสำรอง ซึ่งในช่วงฤดูกาลต่อมาเจ้าตัวก็เริ่มได้ลงเล่นในทีมชุดใหญ่บ่อยครั้งขึ้น แต่ในบางครั้งก็ถูกโยกไปเล่นแบ็กขวา แม้ว่าตำแหน่งถนัดของเจ้าตัวจะเป็นตำแหน่งด่านข้างหลังตัวกลาง

แม้จะเป็นผู้เล่นที่แฟนอสุรกายแดง หรือทีมอื่นๆบ่นว่าในเรื่องที่เจ้าตัวมักมีข้อผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง แต่ตลอดระยะเวลาการค้าขายลำแข้งในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เจ้าตัวก็คว้าเหรียลรางวัลไปครองอย่างล้นหลาม ได้แก่ พรีเมียร์ลีก 7 ยุค, เอฟเอ คัพ 2 ยุค, ลีก คัพ 3 ยุค และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 ยุค

จอนนี่ อีแวนส์

ตำแหน่ง: เซนเตอร์แบ็ก

ชนชาติ: ไอร์แลนด์เหนือ

จอนนี่ อีแวนส์ ด่านข้างหลังทีมชาติไอร์แลนด์เหนือที่เติบโตมากับอติดอยู่เดมี่ ของแมนฯ ยูไนเต็ด ถือเป็นเจ้าของเสื้อเลขลำดับ 6 คนปัจจุบันก่อนที่จะมันจะว่างลง เป็นระยะเวลา 1 ฤดู ข้างหลัง อีแวนส์ ย้ายไปร่วมทัพเวสต์บรอมวิช ในปี 2015 ก่อนที่จะ ปอล ป็อกบา จะมาสานต่อในช่วงฤดูกาลนี้

อีแวนส์เป็นอีกหนึ่งลูกหม้อที่เติบโตมากับอสุรกายแดงโดยแท้จริง เพราะว่าเป็นผู้เล่นที่ถูกดันขึ้นมาจากอติดอยู่เดมี่ของสโมสร ซึ่งในตอนแรกๆก็ไม่ได้ได้โอกาสลงสนามให้ทีม เหตุเพราะถูกปลดปล่อยให้ทีมอื่นๆยืมตัวไปใช้งาน กระทั่งปี 2007 ก็ได้เปิดฉากสนามกับทีมชุดใหญ่ของแมนฯ ยูไนเต็ดในเกมลีก คัพ กับโคเวนทรี

ดังนี้ในตอนแรกเจ้าตัวไม่ได้สวมเลขลำดับ 6 แต่เป็นเลขลำดับ 23 กระทั่ง ฤดู 2011-2012 ก็ได้มาสวมเสื้อเบอร์ 6 นี้ หลังจากที่ เวส บราวน์ ซึ่งเป็นเจ้าของสัมปทานเดิมย้ายทีมไปอยู่กับซันเดอร์แลนด์

ถ้าเกิดไล่ดูรายชื่อบรรดาเจ้าของสัมปทานเลขลำดับ 6 คนก่อนๆก็จะเห็นได้ว่า บรรดาผู้เล่นเหล่านั้นต่างมีตำแหน่งเซนเตอร์แบ็ก หรือด่านข้างหลังตัวกลางร่วมกันทั้งปวง ไม่เหมือนกับ ปอล ป็อกบา ที่มีตำแหน่งเป็นมิดฟิลด์ มิหนำซ้ำยังค่อนไปทางมิดฟิลด์ตัวทำเกมรุกอีกด้วย

แต่อาจไม่ใช่เรื่องที่พิศดารนัก เพราะว่าในขณะนี้พวกเราเห็นผู้เล่นหลายท่านใส่เลขลำดับที่บางทีอาจจะไม่ได้ตรงกับภาพในอุดมคติเรื่องเลขลำดับเสื้อของคนอีกหลายคน เพราะว่าพวกเรามักรู้สึกว่า เลขลำดับ 1 เป็นผู้เฝ้าประตู, เลขลำดับ 10 เป็นเพลย์เมกเกอร์, เลขลำดับ 9 เป็นหัวหอกตัวเป้า

ดังเช่น เลขลำดับ 1 ที่กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ปลายๆแน่ๆว่าควรจะเป็นผู้เฝ้าประตูที่ใส่เบอร์นี้ แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีผู้เล่นเอาต์ฟิลด์ที่เคยสวมเบอร์นี้ เพราะว่าพานเทลิส ติดอยู่เฟส อดีตนักเตะทีมชาติกรีซซึ่งเล่นเป็นกองกึ่งกลางเคยสวมใส่เลขลำดับ 1 โลดแล่นรอบๆดินแดนกึ่งกลางมาแล้วในยุคที่ค้าลำแข้งอยู่กับเออีเค เอเธนส์ และ โอลิมแฉะอส

ฉะนั้นแล้วแม้เลขลำดับของ ปอล ป็อกบา ที่สวมลงสนามให้กับแมนฯ ยูไนเต็ด ฤดูนี้จะเป็นเลขลำดับ 6 ก็อาจไม่น่าสนเท่ห์ใจ เพราะว่ายุคที่อยู่กับยูเวนตุๆสเจ้าตัวก็ใส่เบอร์ 6 มาถึง 3 ปี ก่อนจะย้ายมาใส่เบอร์ 10 หลังจากคาร์ลอส เตเวซ ย้ายออกกจากทีมไป

ลึกๆแล้วมั่นใจว่าป็อกบา และแฟนอสุรกายแดงเองก็บางทีอาจจะอยากให้มิดฟิลด์ค่าจ้างแพงรายนี้ใส่เลขลำดับ 10 แต่อาจเกิดเรื่องยากยิ่ง เพราะว่าเจ้าของเบอร์ 10 คนปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นถึงกัปตันทีม แถมค่าจ้างอย่างมากมาย ด้วยเหตุนี้แล้วทางเดียวก็คือภาวนาให้เจ้าของคนเก่าหมดวาระกับทีมเสียเชิง ฮ่าๆ

ว่ากันด้วยเรื่องของความ ''อินดี้'' คำศัพท์นี้เป็นคำศัพท์ที่บัญญัติขึ้นโดยวัยรุ่น (ไหน?) ประเทศไทยที่ตัดเอาเฉพาะพยางค์หน้าของคำว่า ''Independent'' มาเรียกสั้นๆเพื่อความเข้าใจกล้วยๆกับคำอธิบายศัพท์ตามตัวคือ อิสระ

จริงๆแล้วก็ไม่รู้หรอกว่าใครใช้มันเป็นคนแรก ก็แค่จู่ๆคำนี้ก็ขจุยขจายในสังคมวันรุ่นไทย และจากนั้นก็ใช้กระจัดกระจายต่อกันไปแบบไม่มีความเป็นมา ใช้กันแบบสับสนๆ

มันเป็นคำศัพท์ที่ใช้กล่าวสื่อสารกันทั่วๆไป ไม่ต้องเป็นทางการอะไรมาก เอาเพียงแค่ว่าเข้าใจตรงกันเป็นพอว่ามันคือแบบงี้

ที่ตรงนี้ล่ะมั้งที่เรียกว่า อิสระ

อิสระในการคิด, การพูด, การแต่งตัว หรือกระบวนการทำอะไรนอกกรอบ แปลกๆแปลกที่คนทั่วๆไปไม่ค่อยทำกัน ถ้าเป็นด้านบวกก็เรียกว่า ความคิดสร้างสรรค์ แต่ว่าถ้าเกิดเป็นอีกด้านเรียกแบบซอฟต์ๆหน่อยก็น่าจะเป็น ไอ้นี่ไม่เป็นประโยชน์แน่นอน!!

หลายวงการเริ่มแผ่กระจายความคิดนอกกรอบ ไอเดียล้ำๆผุดขึ้นมาให้แปลงเป็นจุดขาย แปลงเป็น ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ให้คนทั่วๆไปเห็นแล้วรู้สึกคลั่งไคล้อยากปฏิบัติตามบ้าง

แล้วก็วงการฟุตบอลก็ยอดเยี่ยมในนั้น ไล่ตั้งแต่แฟชั่นสตั๊ดสีจี๊ดๆแฟชั่นทรงผม เบอร์เสื้อแปลกๆแล้วก็ที่ครีเอตไม่แพ้เรื่องอื่นเลยก็คือ ชื่อนักฟุตบอลด้านหลัง

แม้มันจะมองไม่แปลกแปลกเท่าไหร่ แต่ว่าก็พอเรียกความเป็นกระแสที่ได้รับความนิยมได้ไม่น้อย ทั้งชื่อสมญานาม ชื่อกลาง หรือชื่อหน้า มีให้เห็นกันเยอะ

ถ้าเกิดไม่นับพวกนักฟุตบอลในลีกอเมริกาใต้ทั้งหลาย หรือบางคราวนักฟุตบอลเชื้อสายสแปนิช, โปรตุกีส หลายๆคนที่ต้องย่อชื่อ ด้วยเหตุว่าชื่อทางการจริงๆมันยาวจนกระทั่งยากที่จะยัดใส่หลังเสื้อให้พอดี มันก็เลยจำต้องครีเอตกันหน่อย

แต่ว่าสำหรับนักฟุตบอลทั่วๆไป โดยเฉพาะหน้าแข้งพรีเมียร์ลีกที่มีชื่อหน้า แล้วก็ชื่อสกุลธรรมดา ส่วนใหญ่จะสกรีนเป็น ชื่อสกุลเอาไว้ ด้วยเหตุว่าถ้าเกิดใช้ชื่อหน้ามันก็เกร่อจนกระทั่งเกินไป อย่างเพียงแค่เรียกชื่อ โจนาธาน เพียงแต่ครั้งเดียวคนก็หันพร้อมเป็นพันแล้ว

จะมีเพียงแต่กลุ่มเล็กๆเท่านั้น ที่ฉีกความธรรมดาสามัญของราษฎร เอาที่พอจะจำได้เลยก็ ราเวล มอร์ริสัน อดีตหน้าแข้งพรสววรค์ของแมนฯ ยูไนเต็ด ที่ปักชื่อหน้าของตัวเองด้านบนลำดับที่เสื้อ ในช่วงที่ค้าหน้าแข้งกับ ''ขุนค้อน''

ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ลูกกระสุนสำรองของผีแดงก็เช่นกันที่เอาสมญานาม ชิชาริโต้ มาเป็นจุดขาย เรียกความคลั่งของแฟนบอลได้ไม่น้อยไปกว่าซูเปอร์สตาร์ตัวหลักของทีมเลย

หรือถ้าจะนั่งไทม์แมชีนกลับไปอีกหน่อย อดีตหน้าแข้งผีที่โปรไฟล์ไม่ธรรมดา เมื่อพกเอาบุตรหลานของความเป็นอัจฉริยะลูกหนังของผู้เป็นบิดาผู้ครอบครองสมญา ''นักฟุตบอลเทวดา'' ก็ยังสกรีนชื้อหน้า ยอร์ดี้ ไว้ห้วนๆเลย

แม้กระทั้ง คริสเตียน เบนิเตซ กับสมญานาม ยกโช่ บนลำดับที่ 11 กับอาภรณ์เบอร์มิงแฮม หรือ สเตลิออส ยานที่นาวัวปูลอส กับชื่อ สเตลิออส ยุคเป็นผู้นำกองทัพให้โบลตันเองก็เป็นไปกับเขาด้วย

ลามมาจนกระทั่ง เมมฟิส เดอขว้างย ที่ใช้ชื่อหน้าของตัวเองเป็นเพราะเขาไม่ค่อยมีความผูกพันธ์กับคุณพ่อเสียเท่าไหร่ เลยจับนำชื่อหน้ามาใช้บนหลังเสื้อของตัวเอง แต่ว่ามันก็มองอินดี้ดีเช่นกัน

ล่าสุดความอินดี้ได้รับการสืบทอดถัดมาจนกระทั่ง เดเล่ อัลลี่ มิดฟิลด์ดาวรุ่งพุ่งแรงของ ''ไก่เดือยทองคำ'' เมื่อซีซั่นนี้กองกลางวัย 20 ปีจะเปลี่ยนแปลงมาใช้ชื่อหน้าของตัวเองที่ด้านหลังเสื้อ ภายหลังฤดูกาลที่แล้วใช้อัลลี่มา 1 ฤดูกาลเต็มๆ

''ที่ผมอยากได้ใช้ชื่อของผมแทนชื่อสกุล ด้วยเหตุว่าผมคิดว่าผมไม่มีความสัมพันธ์อะไรทั้งนั้นกับ ชื่อชื่อสกุลอัลลี่''

''นี่ไม่ใช่การตัดสินของผมผู้เดียว แต่ว่าเมื่อทดลองเสวนาปรึกษากับครอบครัวแล้ว ผมก็เลยทำแบบนั้นทันที'' ดาวรุ่งยิดโด้ให้เหตุผลที่จำต้องเปลี่ยนแปลงชื่อว่าอย่างนี้

ได้ยินเรื่องของอัลลี่แล้วชวนหม่นเล็กน้อย เมื่อครอบครัวที่เขากล่าวถึงนั้น ไม่ได้อบอุ่นเสมือนคนทั่วๆไปซักเท่าไหร่ เริ่มตั้งแต่การหย่าร้างของพ่อแม่ก่อนที่เขาจะลืมตามองโลก ซ้ำยังเลวร้ายยิ่งไปกว่านั้นไปกว่านั้นคือการจำต้องจากผู้เป็นแม่ตั้งแต่อายุ 13 ปี ปัจจัยก็เพราะแม่ติดสุรา

แล้วก็มีครอบครัวที่บริบูรณ์พร้อมกว่าเป็นผู้อุปถัมภ์ค้ำชูเขาในฐานะลูกบุญธรรม ช่วยสนับสนุนให้อัลลี่เดินทางตามความฝันของตัวเองเสร็จ

เริ่มต้นทางการเป็นนักฟุตบอลกับ ซิตี้ วัวลต์ ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงรกรากของโรงเรียนลูกหนังสู่ ไม่ลตัน คีนส์ ตอนอายุ 11 ขวบ แล้วก็ผ่านการบ่มเพาะประสบการณ์กับระบบเยาวชนของทีม แล้วก็เมื่อเริ่มเขี้ยวถึงที่เหมาะก็เลยได้รับจังหวะให้ประเดิมกับทีมชุดใหญ่ในอายุ 16 ปี ด้วยการลงเป็นตัวสำรองในเกมที่เสมอ เคมบริดจ์ 0-0 ศึกเอฟเอ คัพ ช่วงวันที่ 2 เดือนพฤศจิกายน 2012

แล้วก็เกมที่โล่งแจ้งเกิดของเขากับบทบาทนักฟุตบอลอาชีพ คือการเป็นตัวหลักช่วยให้ ไม่ลตัน คีนส์ ล้ม แมนฯ ยูไนเต็ด ในเกมลีก คัพ รอบ 2 ด้วยสกอร์ที่จำต้องขยี้ตาซ้ำมากมายรอบ เมื่อจำนวน 4-0 บนสกอร์กระดานปรากฏสู่สายตาแฟนบอลในวันนั้น

จบเกมปุบปับ แสงสว่างสปอตไลต์ส่องไปที่ เดเล่ อัลลี่ ปั๊บ แถมยังเนื้อหอมถึงขึ้นยักษ์ใหญ่อย่าง บาเยิร์น มิวนิค แล้วก็ ลิเวอร์พูล แทรกไหล่ชะแง้คอตามจีบดาวรุ่งเนื้อหอมรายนี้ให้ย้ายไปร่วมทีม

ดังได้ไม่นานการย้ายทีมก็เกิดขึ้นจริงๆแต่ว่าสโมสรใหม่ของอัลลี่ก็ไม่ใช่ทั้งสองทีมที่ว่ามา ถ้าเกิดเป็น ''ไก่เดือยทองคำ'' ที่เป็นข้างสมหวัง แล้วก็ตรงนี้เอง อัลลี่เริ่มฉายออร่าเทวดาถีบตัวเองขึ้นมาเล่นกับทีมชุดใหญ่ได้เสร็จ กับผลงานการซัด 10 ประตูในลีกจากการลงเล่นทั้งหมด 33 เกม แถมด้วยแอสซิสต์ไป 9 ครั้ง

ฟอร์มเด่นได้ขนาดที่ รอย ฮ็อดจ์สัน ต้องหนีบไปฝ่ายูโร 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศส ด้วยเลย

เมื่อโปรไฟล์ในเรซูเม่ของหน้าแข้งดาวรุ่งสวยสดงดงามไม่มีที่ว่ากล่าวขนาดนี้ ก็ไม่แปลกที่เขาจะได้รับรางวัลดาวรุ่งดีที่สุดแห่งปีของซีซั่นที่แล้ว มาเป็นเกียรติตำแหน่งประจำตัว

ฟอร์มเปล่งรัศมี แถมมีรางวัลส่วนตัวยืนยันความยอดเยี่ยมขนาดนี้ ต้องการจะอินดี้แค่ไหนก็ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ ถ้าเกิดคาดคั้นฝีเท้าให้เป็นที่ปรากฏชัดเจนก่อนเป็นลำดับแรก ที่เหลือก็แล้วแต่สไตล์คุณ

ซึ่งฤดูกาลใหม่นี้ เดเล่ อัลลี่ ยอดเยี่ยมในหน้าแข้งอินดี้ที่ใช้ชื่อหน้าของตัวเองเป็นชื่อด้านหลังเสื้อแข่ง ร่วมกับ เมมฟิส เดอขว้างย ตัวรุกขอบเส้นจากค่ายสีแดงแห่งเมืองแมนเชสเตอร์

ที่พอเทียบความอินดี้แล้วมีพอๆกัน แต่ว่าฝีเท้าที่แสดงออกมาสู่สายตาแฟนบอลทั้งโลกโคตรจะต่างกันเลย

ถ้าเอ๋ยถึงเทรนเนอร์ที่ชำนิชำนาญระบบกองหลัง 3 คน ในช่วง 5 ปีหลังสุด แน่นอนว่าผู้คนจำนวนมากน่าจะระลึกถึง อันโตนิโอ คอนเต้ แต่ว่าถ้าเน้นประเด็นการเข้าทำสวยสดงดงามรวมทั้งมีคุณภาพ ชื่อของ โจเซป กวาร์ดิโอล่า มักได้รับการชื่นชมเป็นเบอร์ 1
วันเสาร์นี้ คอนเต้รวมทั้งกวาร์ดิโอล่ามีโปรแกรมพบกัน ซึ่งนอกเหนือจากผลที่เกิดขึ้นจากการแข่งขันที่จะต้องลุ้นแล้ว การวางแท็กติกยังคู่ควรแก่การเล่าเรียนทุกนาที
คอนเต้เสกระบบ 3-4-3 ได้เพอรต์ในช่วงที่ชนะแบบไม่เสียประตู 6 ครั้งติดต่อกัน แต่ว่าแมตช์ปัจจุบันที่เชือด ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ 2-1 เปรียบได้ดั่งพิมพ์เขียวให้ทีมอื่นได้ศึกษาเล่าเรียนแนวทางต่อกรแท็กติกนี้
เมาริสิโอ โปเช็ตตำหนิโน่ อ่านเกมมาก็ดีแล้ว สั่งให้แนวรุกสเปอร์สไล่เพรสซิ่งสามเซนเตอร์ฮาล์ฟเชลซีตลอดระยะเวลาที่ได้บอล โดยมีวัตถุประสงค์คือบีบให้เชลซีตั้งบอลจากแนวรับลำบาก
ผลตามมาคือ ตอนที่เชลซีจะเซตเกมบุกแต่ละทีจะต้องวางบอลยาวจากกองหลัง ขาดความแม่นยำ เห็นได้ชัดจากสถิติของ ดาวิด ฝ่าซ์ ที่จะต้องเตะบอลยาวทิ้งไปด้านหน้าถึง 5 ครั้ง รวมทั้งผ่านบอลสำเร็จเพียงแค่ 68 เปอร์เซ็นต์ น้อยสุดในฤดูกาลนี้
มากมายไปกว่านั้น มิดฟิลด์ของสเปอร์สยังเพรสซิ่งเอาจริงเอาจังไม่แพ้กันFun88ใช้แนวทาง 3 รุม 2 จนกระทั่งทำให้ เนมานย่า มาตำหนิช รวมทั้ง เอ็นโกโล่ ก็องเต้ มีเวลาครอบครองบอลน้อย เชื่อมเกมลำบาก เรียกได้เต็มปากว่าแท็กติกช่วงแรก เชลซี แพ้ สเปอร์ส ทุกกระบวนท่า
อย่างไรก็ดี การเพรสซิ่งของสเปอร์สใช่ว่าจะไม่มีจุดอ่อน เห็นได้ชัดว่าช่วง 5 นาทีท้ายที่สุดของครึ่งเดิมเบาๆ ซึ่งน่าจะมีผลมาจากเกมยุโรปกึ่งกลางสัปดาห์ ก่อนจะพลาดท่าให้ เปโดร โรดริเกซ ที่จะต้องชมว่าลูกยิงแบบปั่นโค้งๆนับว่าเป็นจุดเปลี่ยนของแท้
ครึ่งหลัง คอนเต้แก้เกมกลับมาดีเยี่ยม พิสูจน์ให้มองเห็นลึกซึ้งของที่ปรึกษาระดับท็อป โดยสั่งให้เปโดร รวมทั้ง เอแด็น อาซาร์ เข้ามาช่วยไล่บอลรอบๆกึ่งกลางสนาม เปรียบได้ดั่งการเติมมิดฟิลด์จาก 2 เป็น 4 คน แต่ว่ากรณีของเปโดร รวมทั้งอาซาร์ จะยืนสูงขึ้นมากยิ่งกว่า จนกระทั่งราวกับเล่นเป็นระบบ 3-4-2-1 มากยิ่งกว่า 3-4-3
การแก้เกมครั้งนี้จัดว่าเสี่ยง เพราะเหตุว่าจะต้องปล่อยให้วิงแบ็กเผชิญแนวรุกสเปอร์สแบบ 1-1 แต่ว่าในเมื่อสเปอร์สไม่มี แดนนี่ โรส ที่เพิ่มเกมบุกมันระเบิด รวมถึงนักเตะริมเส้นธรรมชาติอย่าง เอริค ลาเมล่า ซึ่งก็กล่าวได้ว่า เปโดรรวมทั้งอาซาร์ไม่ต้องไปช่วยเกมรับด้านข้างเสมอไป เน้นแดนกึ่งกลางบ้างก็ได้
ผลที่ออกมาคือ เชลซีครอบครองบอลง่ายขึ้น รวมถึงประตูขึ้นนำ 2-1 ยังมาจากจังหวะที่เปโดรตัดบอลได้รอบๆกึ่งกลางสนาม โดยมี อาซาร์, ก็องเต้ รวมทั้งมาตำหนิช ที่ยืนใกล้กันซะราวกับเป็นข้าวต้มมัด เอาชนะมิดฟิลด์สเปอร์สแบบแตกเตลิดเปิดเปิง
ภาพรวมที่ออกมาจัดว่าดีเยี่ยม แต่ว่าราวกับที่ผมบอกไปคือทีมอื่นสามารถศึกษาเล่าเรียนจุดอ่อน 3-4-3 ได้จากเกมนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่มีกวาร์ดิโอล่าเป็นเทรนเนอร์
ผมเชื่อว่า กวาร์ดิโอล่าจะต้องชมเทปเกม เชลซี พบ สเปอร์ส ซ้ำซากจำเจ รวมทั้งน่าจะใช้ยุทธวิธีไม่มีความต่างจากสเปอร์ส ก็แค่เอามาปรับใช้ใหม่น้อยให้เต็มคุณภาพ
สิ่งแรกคือสภาพความฟิตนักเตะแมนฯ ซิตี้ ไม่มีความต่างกับเชลซี ได้พัก 1 สัปดาห์เต็มเหมือนกัน น่าจะบีบเพรสซิ่งได้ต่อเนื่องกว่า
อย่างต่อมาคือ แมนฯ ซิตี้ มีขุมกำลังครบเครื่องทั้งมิดฟิลด์รวมทั้งริมเส้น ซึ่งก็กล่าวได้ว่า คอนเต้อาจไม่สามารถที่จะสั่งให้อาซาร์กับเปโดรทอดทิ้งภาระช่วยวิงแบ็กราวกับในเกมพบสเปอร์ส เพราะเหตุว่าจะปล่อยให้ วิคเตอร์ โมเสส กับ มาร์กอส อลอนโซ่ ไปเผชิญ 1-1 กับ ราฮีม สเตอร์ลิง, โนลีโต้ หรือ เฆซุส นาบาส คงจะไม่ดีนัก (แต่ว่ากรณีของสเตอร์ลิงจะต้องรอเช็กความฟิตอีกที)

มากมายไปกว่านั้น วัดกันถึงคุณภาพมิดฟิลด์ ถึงแม้ว่ามาติชกับก็องเต้จะได้ลูกดุเดือด สมดุล แต่ว่าเมื่อวัดเรื่องประสิทธิภาพการคอนโทรลบอลถือว่าเป็นรองแมนฯ ซิตี้ ที่สร้างทีมมาเพื่อเน้นเรื่องนี้ แถมยังยืดหยุ่นได้ดี ผังการยืนเบื้องต้นมาเป็น 4-3-3 แต่ว่าเมื่อเล่นไปมักกลายเป็น 4-2-3-1 ในหลายๆครั้ง
ปัจจัยต่างๆทำให้เชลซีใช้ทริกยอมสละบางตำแหน่งเพื่อเน้นส่วนอื่นได้ไม่เต็มที่ราวกับเกมพบสเปอร์ส จนกระทั่งเป็นต้นเหตุของปริศนาที่ว่า คอนเต้จะปรับแท็กติกยังไงเพื่อไม่ให้เสียรูปทรงเกมเมื่อโดนเพรสซิ่งหนัก
โจทย์นี้จัดว่าคิดตามลำบาก ถ้าไม่มีเกมที่พบสเปอร์ส ผมเชื่อว่าคอนเต้เป็นต่อน้อย รอตั้งคำถาม แล้วรอให้กวาร์ดิโอล่ามาเป็นฝ่ายตอบว่าจะโจมตี 3-4-3 ยังไง? ถึงแม้ว่ากวาร์ดิโอล่าจะเคยใช้หรือเคยเจอระบบกองหลัง 3 คนมาบ้าง แต่ว่ามันเป็นในแบบอย่างประเทศสเปน โคตรต่างจากอิตาลี
อย่างไรก็ดี เมื่อเหตุการณ์แปรไป 3-4-3 เริ่มเปิดเผยให้มีความเห็นว่าทุกแท็กติกมีจุดอ่อนร่วมกันทั้งหมด มันเลยกลายเป็นว่า คอนเต้ควรเป็นฝ่ายตอบปัญหาบ้าง…ทีมควรเล่นเหมือนเดิมถัดไปเพื่อมองเหตุการณ์แล้วค่อยหาทางปรับใช้? หรือจะหาอะไรใหม่ๆให้คู่ต่อสู้เซอร์ไพรส์?
เป็นเรื่องที่คอนเต้จะต้องทำการบ้าน แต่ว่ากระแสวิภาควิจารณ์เมืองนอกเชื่อว่าในเบื้องต้น คอนเต้คงจะไม่สั่งให้โมเสสรวมทั้งอลอนโซ่เพิ่มเกมบุกมากจนเกินไป ต้องระมัดระวังข้างหลังบ้านบ้าง
ประเด็นของโมเสสน่าดึงดูดมากมายสุด เป็นนักเตะที่ฟอร์มดีเกินคาด รวมทั้งเรียกได้เต็มปากว่าทีมห้ามให้ขาดเลยเด็ดขาดเมื่อเล่นในระบบ 3-4-3 แต่ว่าเกมนี้จะเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญว่าเมื่อเจอทีมที่มีปีกดีๆรอกดจังหวะการเติมเกมบุกเอาไว้ ฟอร์มจะออกมาดีราวกับ 7 นัดหมายก่อนหน้านี้หรือเปล่า?
เควิน คิลเบน อดีตกาลวิงแบ็กของเอฟเวอร์ตัน เคยวิเคราะห์เพราะโมเสสเล่นได้ดี เมื่อ เปโดร โรดริเกซ ลงตัวจริง เพราะปีกชาวสแปนิชมักหุบเข้ามาอยู่ตรงกลางมากยิ่งกว่าวิลเลี่ยน ที่ถูกใจยืนด้านข้างโดยธรรมชาติ ซึ่งการที่เปโดรหุบเข้ามาภายใน ทำให้ฟูลแบ็กคู่ต่อสู้ต้องตามตามติดจนกระทั่งเปิดโซนฝั่งขวาให้โมเสสได้เพิ่มเกมสบาย
ปริศนามันอยู่นี้…แม้ท้ายที่สุดโมเสสไม่ได้เพิ่มเกมบุกราวกับที่นักวิจารณ์คาดเดา คุณภาพเกมรุกเชลซีจะดร็อปขนาดไหน? หรือถ้าหากว่าคอนเต้ยังอยากให้บุกเต็มที่เหมือนเดิมถัดไป ตำแหน่งเกมรับฝั่งขวาจะกลายเป็นจุดอ่อนหรือเปล่า?
ผมเคยเขียนคอลัมน์วิเคราะห์ไปว่ามูลเหตุที่โมเสสบุกแบบไม่ต้องกลัวเกมรับตลอด 90 นาที เพราะเหตุว่าได้ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า รอเขยื้อนตำแหน่งจากเซนเตอร์ฮาล์ฟมาคุมโซนแทนให้ แต่ว่าเวลานี้ทีมมีโอกาสที่ 3 เซนเตอร์ฮาล์ฟจะโดนคู่ต่อสู้รุมเพรสซิ่ง รุมตามติด ฉะนั้นการเคลื่อนที่เพื่อชดเชยตำแหน่งคงจะทำเป็นไม่ชัดเจน
น่าดึงดูดมากว่า คอนเต้จะหาทางออกเรื่องนี้ยังไง? ผมเชื่อว่าเมื่อแข่งจริง เชลซีคงจะไม่ถึงขั้นมาเน้นเกมรับ แต่ว่าคงจะรัดกุมสไตล์อิตาเลียน เพราะเหตุว่าจะให้ครอบครองบอลบุกราวกับก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาคงจะลำบาก เจอทีมของกวาร์ดิโอล่ายังไงก็หาช่องทางสร้างเปอร์เซ็นต์ครอบครองบอลมากยิ่งกว่าได้ยาก
อย่างไรก็แล้วแต่ บอลแบบคอนเต้เนี่ยล่ะเหมาะสมที่จะต่อสู้กับกวาร์ดิโอล่าที่สุดแล้ว วินิจฉัยกันที่ปรัชญารวมทั้งแท็กติกล้วนๆรวมถึงมีตำแหน่งหัวหน้าฝูงเป็นพนัน

ถ้าไม่เกิดเหตุ ''ก๊อดซิลล่า Vs. คิงคอง'' ขึ้นบนโลกเน่าๆของเราซะก่อน พลพรรคปีศาจร้ายแดงน่าจะตะกุยผ่านเข้ารอบ 8 กลุ่มท้ายที่สุด ยูโรปา ลีก ได้เสร็จ
นี่คือโทรฟี่ที่มีความจำเป็นระดับอ๋องเพียงแค่รายการเดียวของยุโรปในที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังไม่เคยสัมผัสอย่าว่าแต่ว่าสัมผัสเลยนะครับ – ไม่เคยเฉียดเข้าใกล้ด้วย
ดูเหมือนกับว่าถ้วยนี้ไม่ค่อยถูกชะตากับ แมนฯ ยูไนเต็ด สักเท่าไหร่ แถมส่วนมากพวกเขามักดำเนินชีวิตอย่างหรูหราและก็มีชาติกำเนิดกว่าบนเส้นทางสาย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกนานๆถึงจะลดตนเองลงมาเล่นในถ้วยนี้สักครั้ง ซึ่งส่วนมากเป็นการถูกบังคับให้มาแบบไม่ค่อยเต็มใจเพียงฤดูนี้ ถ้วย "ยูโรปา ลีก" กลายเป็นเป้าหมายลำดับที่หนึ่งที่พลพรรคปีศาจร้ายแดงต้องเอามาให้จงได้
นอกจากจะเป็นชื่อเสียงและก็การบรรลุผล มันบางทีอาจจะเป็นเพียงแค่หนทางเดียวที่ช่วยให้พวกเขากลับเข้าสู่เส้นทางสาย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกที
การกลับไปเล่นในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นับว่าสำคัญสำหรับ แมนฯ ยูไนเต็ด มากมายนะครับ สำคัญทั้งในแบบ "รูปธรรม" และก็ "นามธรรม" เลยทีเดียว เพราะเหตุว่านอกจากจะเป็นแหล่งรายได้อย่างใหญ่โต – การได้มีส่วนร่วมในรายการนี้ไม่ต่างอะไรจากพลังยั่วยวนใจผู้เล่นระดับดาวดังให้มาร่วมกลุ่มอีกด้วยที่สำคัญคือการแทรกตนเองเข้ามาเป็น 1 ใน 4 ขั้นตอนแรกของตารางพรีเมียร์ลีกดูเหมือนจะเกิดเรื่องยากมากขึ้นทุกที
วันก่อนเพิ่งครบรอบ 100 วันที่ แมนฯ ยูไนเต็ด คาที่อยู่ในชั้น 6 ของตารางพรีเมียร์ลีก ว่าและล้อเลียนกันสนุกสนามตามสูตรสำเร็จของโลกโซเชี่ยลจริงๆน่าจะทำบุญทำกุศลร้อยวันไปเลย – ไหนๆก็อยู่ในชั้น 6 ครบ 100 วันแล้วนี่ 555
คะเนดูแล้ว ฤดูนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด น่าจะหนีชั้น 6 ไม่พ้นแล้วล่ะ เพราะเหตุว่าจะว่าไปในฤดูนี้ พวกเขามีโอกาสสะบัดชั้น 6 ของตนทิ้งไม่ต่ำลงยิ่งกว่า 4-5 ครั้งครั้งใดก็ตามจังหวะพุ่งเข้ามาหาก็มักมีอันต้องกำเนิดอะไรขึ้นสักอย่าง ยกตัวอย่างเกมปัจจุบันที่เซิ้งกับ บอร์นมัธ ในบ้าน
เกมนั้นถ้าลูกทีมของ โชเซ่ มูรินโญ่ เป็นข้างมีชัยก็จะดีดชั้น 6 ทิ้งไปได้อย่างไม่ต้องสงสัยอย่างต่ำๆ2 สัปดาห์ แม้กระนั้นจนแล้วจนรอดก็กลับแออัดความแพ้พ่ายให้ผู้มาเยือนมิได้ ในขณะที่คู่ต่อสู้เหลือผู้เล่น 10 แถม แมนฯ ยูไนเต็ด ได้จุดลูกโทษอีกต่างหากอีหรอบนี้น่าจะถูกใครสักคนบนฟ้าแกล้งแล้วล่ะหรือไม่ก็น่าจะถูกสาบให้อยู่ในชั้น 6 ตลอดไปกระทั่งจะจบฤดู เท่านั้นยังไม่พอการมีศึกอื่นๆรอบด้านนำมาซึ่งการทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ลงแข่งขันในพรีเมียร์ลีกล้าช้ากว่าคู่ขับเคี่ยวอย่าง ลิเวอร์พูล
เหตุการณ์ปัจจุบัน กลุ่มชั้น 6 ของตารางอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ถูกกลุ่มชั้น 4 อย่าง ลิเวอร์พูล ทิ้งห่างไปเป็น 6 แต้มแล้ว แม้จะแข่งขันน้อยกว่า 2 นัดหมายก็ตามแต่ต่อยก่อนเหนือกว่านะครับคือตาม 6 แต้ม โดยแข่งขันน้อยกว่า 2 นัดหมาย ดูผิวเผินราวกับไม่เสียเปรียบอะไร – เพียงแค่ชนะ 2 นัดหมาย แต้มก็จะเท่ากันในทันที
ทว่ามันยังไม่เกิดขึ้นยังไงนะครับ และไม่มีอะไรมารับประกันเหตุว่า แมนฯ ยูไนเต็ด จะชนะทั้ง 2 นัดหมายที่ตกค้าง ผิดกับ ลิเวอร์พูล ที่ลงเล่นไปเป็นระเบียบเรียบร้อย และก็นำอยู่ 6 แต้มคือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว

เปรียบเป็นจุดลูกโทษ ลิเวอร์พูล ก็ฆ่าไปก่อน 2 ลูก โดยเข้าไปตุงตาข่ายทั้ง 2 ลูก ขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด มีโอกาสยิงคราวหน้า 2 ครั้ง แม้กระนั้นต่อให้เข้าทั้ง 2 ครั้งก็ทำเป็นเพียงแค่ตีเสมอ ไม่ซ้ำยังบีบคั้นกว่าต่อนี้ไปมาดูโปรแกรมที่เหลืออยู่ของทั้ง 2 กลุ่มนะครับ
ลิเวอร์พูล เหลือเจอกลุ่มใหญ่ด้วยกันแค่เพียงนัดหมายเดียว คือบุกไปเยี่ยม แมนฯ ซิตี้ ในวันอาทิตย์นี้ และมีศึกเมอร์ซี่ย์ไซด์ดาร์บี้อีกนัดหมาย นอกเหนือจากนี้อีก 8 นัดหมายที่เหลือ มีแม้กระนั้นกลุ่มที่เล็กกว่า ขณะโปรแกรมที่เหลือของ แมนฯ ยูไนเต็ด นับว่าหนักกว่านะครับ เพราะเหตุว่ายังต้องเจอกลุ่มใหญ่อย่าง เชลซี, สเปอร์ส, อาร์เซน่อล รวมถึงนัดหมายตกค้างกับ แมนฯ ซิตี้ แถมผลงานในการเจอกลุ่มพิกัดใกล้เคียงกันไม่ค่อยโสภาสักเท่าไหร่ เพราะเหตุว่าเพิ่งเอาชนะได้เพียงแค่ "น้องไก่" กลุ่มเดียวในฤดูนี้
ด้วยเหตุดังกล่าวการหวังว่าจะได้ชั้น 4 บนตารางพรีเมียร์ลีก และก็ได้แชมป์ ยูโรปา ลีก ด้วยดูเหมือนจะเป็นอะไรที่เกินกำลังไปสักนิดสักหน่อยว่าแล้วอาจต้องเลือกนะครับ เลือกไปทางใดทางหนึ่งแบบสุดกำลัง เพราะเหตุว่ามันอาจยากที่จะเก็บคุณไว้ทั้ง 2 ตัว เอ๊ย! 2 คน
พรีเมียร์ลีก เหลืออีก 11 นัดหมาย ตามหลังชั้น 4 อย่าง ลิเวอร์พูล 6 แต้ม แข่งขันน้อยกว่า 2 นัดหมาย ประตู-ได้เสียเป็นรองอยู่ถึง 8 ประตู แสดงว่าต่อให้ชนะทั้ง 2 นัดหมายในเกมตกค้าง ถ้าคิดจะแซงหงส์แดงก็ต้องชนะคู่ต่อสู้ 2 นัดหมายรวมกันให้ได้มากกว่า 8 ประตูและก็ไม่เพียงแต่ ลิเวอร์พูล ยังมีกลุ่มชั้น 5 อย่าง อาร์เซน่อล ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องห้ำหั่นด้วย
อย่างนี้เบนเป้าไปที่ ยูโรปา ลีก สุดกำลังเลยดียิ่งกว่า เพราะเหตุว่าถ้าเอาชนะ รอสตอฟ ได้เสร็จในเกมเมื่อคืนวันพฤหัสฯ ถ้าจะไปให้ถึงตำแหน่งแชมป์ก็เหลืออีกเพียงแค่ 5 เกมเท่านั้น (2 เกมในรอบ 8 กลุ่ม + 2 เกมในรอบตัดเชือก + 1 เกมในนัดหมายชิงฯ)
ถ้าคิดจะเอาทั้ง 2 รายการ คือชั้น 4 ด้วย แชมป์ ยูโรปา ลีก ด้วย นอกจากจะเกินกำลังแล้ว บางโอกาสมันอาจดึงกันเองจนถึงพุ่งเข้าชนความล้มเหลวทั้ง 2 รายการ…ก็…เป็น…ได้
ทางที่ดีพนันกับแชมป์ ยูโรปา ลีก ไปเลยดียิ่งกว่า ว่าและเอาค้อนปอนด์มา "ตีหม้อข้าว" ของตนในพรีเมียร์ลีกทิ้งไปเลย!
คือไม่ต้องสนกับการฉกชิงชั้น 4 อีกต่อไปพลางทำใจยอมรับชั้น 6 ของตนว่ามันก็น่ารักน่าเอ็นดูดีเหมือนกันนะ แล้วมุ่งเน้นไปในเส้นทางสาย ยูโรปา ลีก เพียงแค่รายการเดียว เปรียบเสมือนการตีหม้อข้าวตนเองทิ้ง เพื่อเข้าตีฐานทัพของศัตรู ถ้าไม่ชนะ ถ้ายึดมิได้ก็จะไม่มีข้าวแดกส์ เพราะเหตุว่าตนเองตีหม้อข้าวแตกหมดแล้ว เพราะฉะนั้นต้องเอาชนะศัตรูหรือได้แชมป์ให้ได้เพียงแค่สถานที่เดียว
ย้อนกลับไปในปี 2005 ลิเวอร์พูล จากภูมิปัญญาของที่ปรึกษาหนวด – ราฟาเอล เบนิเตซ ก็เคยใช้วิธีนี้นะครับ คือตีหม้อข้าวตนเองทิ้งไปเลย โดยจัดกลุ่มแบบไม่เต็มสูบในพรีเมียร์ลีก เพื่อเน้นย้ำใน แชมเปี้ยนส์ ลีก เพียงอย่างเดียว (จนถึงถูกเพื่อนฝูงร่วมเมืองอย่าง เอฟเวอร์ตัน เอาชั้น 4 ไปครอบครอง)

จะดี-ร้ายสักเพียงใด เวสต์หมูแฮม ยูไนเต็ด ก็คงจะมีที่ยืนในสังคมพรีเมียร์ลีกฤดูหน้าต่อไป ข้างหลังเพิ่งจะกำชัยล้ำค่าในเกมพนันแต้มไป-กลับเมื่อวันเสาร์ก่อนหน้าที่ผ่านมา
ความมีชัยเหนือสวอนซี สิตี้ จากประตูโทนของ เชคู เรายาเต้ ได้ส่งให้กลุ่มขุนค้อนของ สลาเวน บิลิช หายใจโล่งคอขึ้นมากมายในชั้น 14 ของตารางคะแนน เหนือสิ่งอื่นใดยังดีดตัวทิ้งห่าง "หงส์ขาว" คู่แข่งขันในสนามเมื่อวันวานไปไกลถึง 8 แต้มอีกต่างหากก็เลยนับว่าเป็นแมตช์ปลดแอกสำหรับชาว "เดอะ แฮมเมอร์ส" อย่างแท้จริง ข้างหลังเผชิญระยะเวลาตกอับสุดอธิบายแพ้ในลีก 5 นัดรวด ไล่ตั้งแต่ปราชัยเชลซี 1-2, บอร์นมัธ 2-3, เลสเตอร์ 2-3, ฮัลล์ สิตี้ 1-2 และอาร์เซน่อล 0-37 เกมต่อเนื่องกันแพ้ผู้ใดกันแน่ ได้เพียงแค่ 2 แต้มจากผลเสมอเวสต์บรอมวิช 2-2 และวัตฟอร์ด 1-1ย้อนไกลกว่านั้น 9 แมตช์ปัจจุบันได้เฮเพียงแต่เดียวจากทริปลุยใต้ไปทุบเซ่าธ์หมูแฮมป์ตัน 3-1
เพลานี้สภาพอากาศในกรุงลอนดอนช่างแจ่มใสสมกับฤดูใบไม้ผลิ มีแดดออกลมพัดกำลังพอดี แม้แต่คนละอารมณ์กันอย่างสิ้นเชิงในหมู่กองเชียร์เวสต์หมูแฮม
สลาเวน บิลิช ผู้จัดการกลุ่มชาวโครแอตเรียกร้องให้ลูกทีมยืนหยัดต่อสู้ร่วมกันระหว่างแถลงข่าวก่อนแมตช์ และท้ายที่สุดก็มาได้รางวัลทดแทน
รูปเกมโดยรวมอาจไม่ค่อยสวยหรู ต่อเมื่อแง่งามเป็น "ความมีชัย" และผลหน้าที่เล่นเกมรับที่น่าประทับใจ ไม่เสียประตูทีแรกในรอบ 11 นัด
ไลน์-อัพเปลี่ยนแปลงเพียงแต่ตำแหน่งเดียวจากนัดเยือนอาร์เซน่อลเมื่อกลางอาทิตย์ โดยส่ง โรเบิร์ต สน็อดกราสส์ ลงตัวจริงแทน แอนดี้ สนใจโรลล์ หอพักกร่างใหญ่ซึ่งสภาพร่างกายไม่ฟิต
มองตามกระบวนการยืน สน็อดกราสส์ ลงเลื้อยขอบทางขวา อีกฟากเป็น มานูเอล ลันสินี่ ส่วน มิคาอิล อันโตนิโอ ถูกดันเล่นกองหน้าสลับกันขึ้นอยู่กับ อันเดร อายิว ผู้ได้ลงล่าตาข่ายต้สังกัดเก่า
นอกจากนั้นดังเดิม มาร์ค โนเบิล กัปตันกลุ่มคุมแดนกลางร่วมกับ เรายาเต้ แบ็กโฟร์มี แซม บายแรม, โชเซ่ ฟอนเต้, เจมส์ คอลลินส์, อาร์กตูร์ มาซูอาเรา และผู้เฝ้าประตู ดาร แรนดอล์ฟ
ลูกทีมของ บิลิช ทุ่มเทเป็นพิเศษตั้งแต่คุณครู เควิน เฟรนด์ เป่านกหวีด มีลุ้นฉับไวจากจังหวะของ อันโตนิโอ รวมทั้งจังหวะที่ ลูคัส ฟาเบียนสกี้ ตะปบลูกโขกเผาขนจาก สน็อดกราส์ บนเส้นประตูพอดี
เวสต์หมูแฮมทำสกอร์นำจนได้ใน "ระยะเวลาแดนนรก" นาที 44 จากบอลแต่เดิมที่ โนเบิล ผู้ฉลองสวมเสื้อเลือดหมู-ฟ้าครบหลัก 400 ป้ายขึ้นหน้าให้ สน็อดกราสส์ ถวายพาน เรายาเต้ ตะบันเต็มข้อ 25 หลาเสียบตูดตาข่าย
ชอตต่อมา ห้องเครื่องกลุ่มชาติเซเนกัล ล้นเข้าไปกอดกับแฟนบอลที่นั่งชิดขอบสนามโดยทันที–นี่เป็นอารมณ์ร่วมที่ต่างฝ่ายต่างแสดงออกให้เห็นว่ามุ่งหมายความมีชัยถึงขนาดไหน
เป็นโมเมนต์น่าประทับใจจนมาโดนติดเบรกด้วยใบเหลืองแจกให้ตามกฎการแข่งขัน ซึ่งบางครั้งบางคราวก็รู้สึกว่าควรหยวนๆกันหน่อยในเมื่อมันไม่ใช่ความประพฤติรุนแรง หรือท่วงท่ากวนโทสะศัตรูแต่อย่างใดเลย
ส่วนร่วมแอสซิสต์ของจอมเลื้อยกลุ่มชาติสกอตแลนด์ก็นับเป็นเรื่องที่ดี ข้างหลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ฟอร์มการเล่นอยู่เสมอมานับจากย้ายจากฮัลล์ในช่วงตลาดฤดูหนาว

ขณะที่เหลือไร้สกอร์เพิ่ม กระนั้นจะต้องชมนายทัพหลังบ้านเวสต์หมูแฮมที่เล่นกันมีระเบียบวินัย ร่วมแรงร่วมใจกันเข้าซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คอลลินส์ และ บายแรม ต่างบล็อกจังหวะสำคัญไว้ได้ในช่วงท้ายเกม
สิ้นเสียงนกหวีดไปด้วย 3 แต้มแสนล้ำค่า แต่ว่ามีปัญหาตามมาให้ บิลิช จะต้องขบคิดอีกกระทอกจากการสูญเสียคีย์แมนถึง 2 หน่อโนเบิล กัปตันวันแมนคลับโดนใบเหลืองในนาที 38 สะสมยอดครบเลข 10 พร้อมโทษพักหน้าแข้ง 2 นัดหน้า
มิแค่นั้น อันโตนิโอ ปีกเจ้าเวหาตัวท็อปสกอร์ 9 ประตู ยังมาเจ็บเอ็นข้างหลังต้นขา จนถึงจะต้องร้องขอเปลี่ยนแปลงออกเองในไม่กี่อึดใจก่อนได้ประตูนำ
ตัวรุกวัย 27 ได้ขึ้นบัญชีหน้าแข้งเดี้ยงตาม อารอน เครสส์เวลล์, วินสตัน รีด, อันเจโล อ็อกบอนน่า และ เปโดร โอเบียง ซึ่งเดี้ยงไปก่อนหน้าแต่ละรายนามที่ว่ามาล้วนแต่เป็นนายทัพตัวจริงทั้งหมดเลย!
อย่างไรสิ่งจำเป็นที่สุดก็คือความมีชัย ซึ่งทำให้เวสต์หมูแฮมเก็บแต้มรวมทั้งสิ้น 36 ขออีกเพียงแต่ 4 จาก 6 เกมด้านหลังก็เพียงพอยืนยันรอดตายตามมาตรฐานค่าเฉลี่ย
ต่อเมื่อใช้ตรรกะเดียวกันก็น่าเป็นห่วงทีเดียวสำหรับสวอนซี ซึ่งมีเพียงแต่ 28 คะแนน โดนฮัลล์ถีบส่งลงโซนแดงตั้งแต่เมื่อมิดวีกในช่องว่าง 2 แต้ม
มองดีขึ้นขึ้นอยู่ดีๆในโดยพลันที่ พอล คลีเมนต์ เข้ามารั้งบังเหียนรับช่วงต่อ บ็อบ กางร็ดลี่ย์ ทำไปทำมาท่าจะเข้าอีหรอบเดิมซะแบบนั้น! รวมผลแพ้ที่โอลิมปิก สเตเดี้ยมไปด้วย กลุ่มแคว้นเวลส์ได้เพียงแค่แต้มเดียวแค่นั้นในรอบ 5 เกมก่อนหน้าที่ผ่านมา
1 แต้มดังกล่าวมาแล้วข้างต้นมาจากแมตช์ในบ้านกับมิดเดิ้ลสโบรช์ โดยเสมอ 0-0 แบบแทบแพ้แม้ รูดี้ เชสเตด หอกแขกโหม่งตรงเป้าแม่นๆอีกนิดเมื่อวันพุธก่อนหน้าที่ผ่านมาก็โดนสเปอร์สรัวแซง 3 เม็ดในช่วง 2 นาทีด้านหลังรวมทดเจ็บคารังลิเบอร์ตี้ สเตเดี้ยมอีกต่างหากในทริปบุกสังเวียนบริเวณสแตรทฟอร์ดยิ่งหนัก ส่องตรงเป้าเพียงแค่ 1 คราวตลอด 90 นาทีจังหวะแจ่มแจ้งจริงๆจะต้องรอถึงช่วงหลังจาก ลูเซียโน่ ทุ่งนาร์สิงห์ ปีกสำรองชาวฮอลันดาซัดข้ามคาน
ปัญหาของกลุ่มหงส์ขาวนอกจากเสียประตูง่าย มิได้คลีนชีตนอกบ้าน 15 เกมรวด ก็ยังมีหัวข้อเกมรุกที่ลดสมรรถนะไปมากมายเมื่อไร้เงา เฟร์นานโด ยอเรนเต้ ติดโผ 11 คนแรก
หอกยักษ์เลือดบาสก์เจ็บข้อเท้าจนวืดทั้ง 2 นัดก่อน กระนั้นพอเพียงกลับมาสำรองได้เมื่อวันเสาร์ก็ยังขาดแมตช์ฟิต สร้างอันตรายอะไรมิได้เลย
ความมุ่งหวังพังสกอร์จะต้องฝากฝังไว้กับ จอร์แดน อายิว น้องชายแท้ๆของ อันเดร ซึ่งสัมผัสบอลในกรอบเขตโทษแทบจะนับครั้งได้เลยกิลฟี่ ซิกูร์ดส์สัน นักเตะที่ดีที่สุดของกลุ่มก็มาพบเกมที่เงียบ แผลงฤทธิ์แผลงเดชไม่ออกซะอีกอีกปัญหาหนักหนารุนแรงกว่าเป็น "ประสิทธิภาพเชิงลึก"
พอล คลีเมนต์ แทบจะยึดตัวจริงชุดเดิมตลอด 3 นัดข้างหลังที่ไม่มี ยอเรนเต้ เปลี่ยนแปลงเพียงแค่จุดเดียวตรงปีกขวา–ทุ่งนาร์สิงห์ ลงพบโบโร่ ก่อนปรับเอา เวย์น เราท์เล็ดจ์ ลงเลื้อยในแมตช์บู๊สเปอร์ส และเวสต์หมูแฮม
นอกจากนั้นดังเดิมเด๊ะ ฟาเบียนสกี้ เฝ้าเสา แผงข้างหลังมี ไคล์ นอห์ตัน, เฟเดริโก้ เฟร์นานเดซ, แอลฟี่ มอว์สัน, มาร์ติน โอลส์สัน แดนกลาง ลีรอย แฟร์, แจ็ค คอร์ก, ทอม สนใจโรลล์ ตลอดจนสามประสานข้างหน้าอย่าง เราท์เล็ดจ์, อายิว และ ซิกกี้
พอหันไปยังชอยส์อื่นๆและก็เหนื่อยใจ ไม่นับ ยอเรนเต้ ก็มี กี ซอง-เยือง ห้องเครื่องเกาหลีใต้ที่ดร็อปลงไปมากมาย, เจฟเฟอร์สัน มอนเตโร่ จอมเลื้อยเอกวาดอร์หมดสภาพเดี่้ยงไปนานอ่อำเภอ..แทบลืม บอร์ฆา บาสโตน ดาวยิงสเปนค่าตัวแพง ผู้ยังปรับพฤติกรรมมิได้นับจากย้ายมาจากแอต.มาดริดอีกคน! อย่างไรก็แล้วแต่ คลีเมนต์ จะได้เปลี่ยนแปลงโผแน่นอน2 ตำแหน่งในนัดหน้าที่บ้านวัตฟอร์ดยอเรนเต้ น่าได้คืนตัวจริงในเมื่อใช้งาน อายิว คนน้องแล้วไม่เวิร์กนอกนั้น คอร์ก มิดฟิลด์กัปตันกลุ่มดันข้อเท้าเดี้ยงเพิ่ม จะต้องลุ้นฟิตตัวโก่งแต่แนวโน้มชวดมีสูงเวลาไม่รอคอย คลีเมนต์ แอนด์โค จะต้องรีบคิดรีบทำนำพาสวอนซีกลับมาเก็บแต้มให้ได้เหมือนขั้นแรกๆที่เข้ามารับงาน


        ''แชมป์เก่า'' เลสเตอร์ แชมป์ตี้ ต้อนรับการมาเยือนของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นบิ๊กแมตช์ที่น่าดึงดูดอีกหนึ่งคู่ในอาทิตย์นี้
สถานะการณ์ทั้งสองกลุ่มที่ไม่เหมือนกันทำให้พนันเกมนี้ข้นคลั่ก

"เดอะ ถูส์" อยู่ชั้น 16 มี 21 คะแนนห่างจากโซนตกชั้นเพียงแค่ 2 นอกนั้นชั้นในที่สุดของตารางคะแนนคือซันเดอร์แลนด์ห่างเลสเตอร์เพียงแค่ 5 แต้ม นั่นนับว่าช่องว่างระหว่างพวกเขากับโซนตกชั้นมีความห่างไม่จำนวนมากอะไร

ไม่ใช่เพียงแค่ชั้น 18 อย่างคริสตัล พาเลส แค่นั้นที่พร้อมแซงพวกเขา ตรงกันข้ามทั้งฮัลล์ ที่บุกไปกระทั่งถึงเสมอแมนฯยูฯ รวมทั้งแมวดำมีโอกาสลดช่องว่างในกรณีที่เลสเตอร์เสียท่าแพ้ในเกม มันเริ่มจากเกมนี้เมื่อรับมือแมนฯยูฯ

ในทางเดียวกัน "ปีศาจร้ายแดง" กลุ่มที่รองประธานชมรมเลสเตอร์ ซิตี้ เป็นแฟนๆมานาน บุกมาคิง พาวเวอร์ ท่องเที่ยวนี้ไม้่มีทางเลือกเท่าไรนัก หากหวังพื้นที่ยูฟา แชมเปี้ยนส์ ลีก หลังจากเสียท่าเสมอฮัลล์ ซิตี้ อย่างน่าผิดหวัง

ชั้นก็ไม่ขยับอยู่ที่ 6 มานานเหลือเกิน ด้วยเหตุนั้นเกมนี้จะต้องบุกมาสอยเลสเตอร์ค้างบ้านให้ได้ ไม่เช่นนั้นช่องว่างอันโดนยืดรวมทั้งพวกเขาก็อยู่ชั้นหกถัดไป

สถานะการณ์ที่อยากได้ความมีชัยทั้งสองกลุ่มอย่างนี้….ผมว่าเกมนี้แฟนบอลได้กำไร ไม่มีเล่นเกมแทกตำหนิก ดึงเกม เพราะผลเสมอทำให้เกิดผลเสียและไม่ดีต่อทั้งสองกลุ่มแน่นอน

ว่ากันถึงเจ้าของบ้านปัจจุบันนี้ เคลาดิโอ รานิเอรี เจอหน้ากับปัญหาใหญ่หลวง ไม่ใช่เพราะคนมุ่งมาดเรื่องแชมป์เก่า โน่นมันคือเทพนิยายที่จบไปแล้ว สิ่งที่เป็นปัญหานั้นก็คือพวกเขาแปลงเป็นกลุ่มที่จะต้องลุ้นเรื่องอยู่รอดหรือไม่รอดในพรีเมียร์ลีก

แม้นักเตะได้ขวัญแรงใจจากท่านเจ้าคุณธงชัย ที่ให้พรว่าเลสเตอร์ไม่ตกชั้น แม้กระนั้นขณะนั้นสถานะการณ์มันสุ่มเสี่ยงมาถึงจุดนี้แล้ว จะร้อยเปอร์เซนต์คงจะไม่ได้ นักเตะจะต้องสู้สุดกำลังเพื่อความมีชีวิตรอดไม่มีอันตรายในลีกสูงสุด

ดูคะแนนแล้วเลสเตอรา์เก็บได้ 21 แต้มจาก 23 เกม เป็นตัวเลขที่เลวที่สุดในฐานะแชมป์เก่าที่ลงเล่นซีซั่นต่อมา ที่สำคัญฟอร์มตกแบบสุดๆมันเกิดขึ้นด้วยสถิติที่ว่าไม่ยิงประตูผู้ใดมาสี่นัดติดต่อกันเป็นครั้งแรกนับสิ้นยุค ไนเจล เพียร์สัน เมื่อ เดือนพฤศจิกายน 2014

สมัย เพียร์สันเมื่อสามปีก่อนนั้นไม่ยิงผู้ใด 5 นัดติดต่อกัน

อีกทั้งเกมนอกคิง พาวเวอร์ ในปีนี้แปลงเป็นจุดบอดของเลสเตอร์ ไปแล้ว พวกเขายังไม่ชนะผู้ใดนอกบ้านเลยในลีกเก็บได้ 3 แต้มจากผลเสมอ 3 นัดนอกนั้นแพ้เรียบ คิดเฉพาะตารางนอกบ้านเลสเตอร์ อยู่ชั้น 19 คือชั้นตกชั้น

ยังดีที่ คิง พาวเวอร์ ยังมีพาวเวอร์ให้นักเตะได้ลุยสู้ พวกเขาได้ 18 แต้มในบ้าน ชั้นคะแนนเฉพาะในบ้านชั้น 10 อยู่รอดปลอดภัยสบายๆถ้าไม่คิดมากมายเล่นในบ้านจะต้องชนะให้เสมอๆเข้าไว้ พวกเขามีโอกาสรอดพ้นการตกชั้น

อันนี้เป็นสูตรฐานรากของกลุ่มที่ลุ้นรอดไม่รอดในแต่ละปี

เกมในบ้านดี มีแต้มตลอด อย่างนี้ไม่ตกชั้นแน่ๆรับรองได้เลย หลายทีมใช้สูตรนี้ไปถึงเป้าหมาย มาแล้วทั้งหมด

ปัญหาของ รานิเอรี ยังคงมีอีกหนึ่งเรื่องคือสภาพกลุ่มของพวกเขาที่แม้จะใหญ่ขึ้น มีเงินทุ่มซื้อนักเตะเพิ่มมากขึ้น กลับปรากฏว่านักเตะค่าจ้างแพงดีกรีระดับกลุ่มชาติหลายๆคน กลับไม่ได้ช่วยกลุ่มรวมทั้งเล่นไม่เข้าระบบอะไรเลย

ต่างจากโนเนมทั้งหลายที่เล่นกับกลุ่มมาตลอดยุค รานิเอรี กลับทำเป็นดีกว่าแน่ชัด

การที่นักเตะใหม่ความสามารถสูงๆไม่สามารถเล่นได้ดีนั้น เป็นปัญหาที่ทำให้ รานิเอรี ปวดศรีษะเฉพาะในลีก ซึ่งตรงกันข้ามกับชปล. ที่พวกเขาสร้างประวัติศาสตร์เข้ารอบนอคเอาต์ได้เร็ว ทั้งที่พึ่งชิงชัยชปล. เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชมรม

จุดนี้…รานิเอรี จะต้องรีบปรับปรุงแก้ไข เพราะกลางเดือนชปล. จะมาบวกอีกสองนัด นี่ยังมีเกมเอฟเอ คัพ รีเพลย์ให้อ่อนล้าเล่นอีกหนึ่งเกม ด้วยเหตุนั้นแต้มจะต้องมา จะต้องได้ ความมีชัยจะต้องเกิดขึ้น จะเริ่มในเกมกับแมนฯยุไนเต้ดเลยมั้ย

ผมเห็นว่า…ถ้าพวกเขาชนะปีศาจร้ายแดงได้ ความเชื่อมั่นและมั่นใจ เชิงจิตวิทยาจะมาเพิ่มมากกว่าสามคะแนน

รานิเอรี เองก็ต้องการกระตุ้นผู้ร่วมทีมให้ลุยสู้กับแมนฯยูฯ รวมทั้งเน้นย้ำความมีชัยหรืออย่างเลวเสมอแมนฯยูฯ ก็ไม่เสียหายอะไร ช่องว่างอาจถูกต่ำลง แม้กระนั้นชั่วโมงนี้แต้มเดียวก็จะต้องเอาแล้วละครับ อย่าคิดเป็นแบบอื่น

แล้วเกมนี้ รานิเอรี จะจัดกลุ่มของเขาอย่างไรดี

ปีนีจะต้องสารภาพว่าเว้นเสียแต่ปัญหาเรื่องกลุ่มที่ใหญ่ขึ้นกลับเล่นในลีกได้ห่วยลง ส่วนใดส่วนหนึ่งก็มาจากการที่พวกเขามี ริยาด ยักษ์เรส เป็นหัวหอกเกมรุกมาตลอดหนึ่งปีที่ได้แชมปฺ ปีนี้ ยักษ์เรส ถูกจับทางได้ ตัวเขาเองก็ไม่น่าพิศวงเสมือนปีที่แล้ว

เกมรุกเลยขาดความน่าสยองลง…ประกอบกับ เจมี วาร์ดี ก็ไม่สบโอกาสรับบอลสวยๆรวมทั้งหลายทีมเล่นกับเลสเตอร์ก็ไม่บุกมากมาย เน้นย้ำเชิง ตั้งรับคอยสวนเช่นกันเลยแปลงเป็นงานยากไปสำหรับเลสเตอร์

มันเป็นปัญหาที่มารวมตัวกันจนกระทั่งทำให้ รานิเอรี ปวดศรีษะ แม้กระนั้นอย่างไรก็ดีมั่นใจว่า รานิเอรี คงจะยังใช้ขุมกำลังเก่าสู้กับแมนฯยูฯ คือเอานักเตะชุดเก่าๆเป็นแกน แนวรับไม่ต้องกล่าวหลับตาคิดภาพออกสำหรับ 5 ป้อมปราการหลังของพวกเขา รวม ชไมเคิล ด้วย

กึ่งกลางรับ แดนนี ดริงค์วอเตอร์ คุมเกมพร้อมกับ เอนดิดี รวมทั้ง อัลไบรท์ตัน ส่วนแนวรุกสามคน วาร์ดี, ยักษ์เรส รวมทั้ง เดมาไร เกรย์ ในระบบ 4-3-3 ดูให้ดี โอกาซากิ ปีนี้ตกเป็นผู้เล่นสำรองบ่อยมาก

รานิเอรี ไม่น่าจะเน้นย้ำเกมรุกสู้แมนฯยูฯ แน่นอน การตั้งรับจะแบบไหนอีกหนึ่งเรื่องครับ

รับลึกหน้าเขตโทษหรือเต็มพื้นที่ในแดนตนเอง คุมโซน คอยดักจังหวะ ผีพลาดแล้วสวนกลับ ปลดปล่อยให้ กลุ่มมูรินโญ เซตบอลบุกเข้าพบ แทกตำหนิกของ รานิเอรี คงจะออกมาอย่างนี้ เพราะอย่าลืมว่านัดปัจจุบันโดนสอยสกปรกที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด 4-1

มั่นใจว่าในบ้าน รานิเอรี ไม่ได้อยากให้แมนฯยูฯ เล่นกับพวกเขาได้อย่างนั้นอีก

ด้วยเหมือนกันครับปีนี้พบแมนฯยูฯ ตั้งแต่ คอมมิวนิตี้ ชิลด์ รวมทั้งพรีเมียร์ลีก แพ้ 2 นัด แม้กระนั้นโน่นไม่ใช่ที่บ้านของเลสเตอรฺ์ ด้วยเหตุนั้นเฉพาะหน้าแฟนตนเองเกมนี้ จะปลดปล่อยให้เป็นนัดที่สามติดต่อกันต่อผีแดงไม่ได้โดยเด็ดขาด

มันควรมีอะไรพิเศษแงะมาสู้…โน่นคือเกมรับแล้วคอยสวนซึ่งพวกเขามีทีเด็ดอยู่แล้ว

ทางฝั่งแมนฯยูไนเต็ด ของ มูรินโญ โดนแฟนบ่นยับหลังเสมอฮัลล์ ซิตี้ 0-0 ทำให้่ชั้นไม่ขยับ ในขณะที่กลุ่มบนพลาดหลุดเสมอกับแพ้ พวกเขาแข่งคราวหลังกลับไม่สามารถฉกชุบมือเปิบนั้นเอาไว้ได้

ยังแช่อยู่ที่ 6 ถัดไป

เกมนี้ มูรินโญ คงจะมีการปรับเปลี่ยนเพศผู้เล่นอีกคราวหน้าจากนัดก่อนจะว่าไปก็พลาดเช่นกันที่ไม่มี เฟลไลนี ลงสู่สนาม แม้กระทั้งชื่อสำรองก็ไม่มี ข่าวสารก็ไม่ได้บอกว่าเจ็บอะไร แม้กระนั้นเพราะอะไรไม่ได้ลงเล่นในขณะที่ ฟู ยังพอเป็นประโยชน์ต่อเกมที่มันทื่อๆแล้วทำอะไรคู่แข่งขันไม่ได้

นัดนี้เชื่อเลยว่า เฟลไลนี จะกลับมาเล่นตัวจริง เช่นเดียวกันกับตัวรุกอีกคนหนึ่งคือ มาร์กซิยาล ส่วนนักเตะที่แฟนผีต้องการเห็นลงสู่สนามเยอะที่สุด แม้กระนั้น มูรินโญ คงจะไม่ใช้คือ บาสเตียน ชไวน์สไตนร์

ไม่รู้ว่าโกรธแค้นอะไรหนักหนา…

ชไวนี พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาเองมืออาชีพ ในขณะที่นักเตะระดับเขาผ่านเกม ผ่านการบรรลุเป้าหมายมากกว่า ไมเคิล คาร์ริค ด้วยซ้ำ อายุก็น้อยกว่า จะบอกว่าเก่งกว่าก็ได้อยู่ครับ แม้กระนั้น มูรินโย กลับละเลย

ให้เล่นเพราะเวลานี้กองกลางไม่มีใครเหลือแล้ว เมื่อขาย มอร์แกน ชไนเดอลิน ออกไปจากกลุ่ม

ชไวนี ยังเป็นประโยชน์กับเกมระดับนี้ รวมทั้งเขาเองมืออาชีพ ซุ่มฝึกกับกลุ่ม ไม่คิดย้ายกลุ่มไปไหน ต้องการพิสูจน์ตนเองว่าเป็นประโยชน์กับกลุ่ม แม้กระนั้น มูรินโญ กลับไม่เลือก ให้เล่นแบบเสียไม่ได้ จะต้องดูว่านัดนี้จะใช้หรือไม่ (คงจะไม่ใช้)

ดูแล้วการจัดตัวคงจะออกมาเป็น คริส สมอลลิง กับ มาร์กอส โรโฮ, บลินด์, วาเลนเซีย กึ่งกลางก็ เฟลไลนี, คาร์ริค, ป๊อกบา พร้อมกับ มคิทาร์ยาน, มาร์กซิยาล รวมทั้ง อิบราฮิโมวิช มั่นใจว่านัดนี้ มาร์กซิยาล คงจะสบโอกาสลงเล่นตัวจริง ถ้าไม่ใช่ก็ ฆวน มาต้า

มูรินโญ คงจะจะต้องอ่านไต๋ของ รานิเอรี ออกว่าแม้เป็นเจ้าของบ้านแม้กระนั้นไม่น่าบุก เน้นย้ำเกมโต้กลับเพือหวังผลจู่โจมหักหลังแมนฯยูฯ ด้วยเหตุนั้นเขาถูกบีบให้จะต้องบุก ก็คงจะบุกแบบไม่ผลีผลาม รวมทั้งหวังจู่โจมริมเส้น และใช้ลูกตั้งแต่ ลูกครอสให้มีประโยชน์เยอะที่สุด

มี เฟลไลนี อยู่แล้วไม่ต้องกลัว

แม้..เลสเตอร์ มีคู่คิด ฮูธกับ มอร์แกน ที่เล่นลูกกลางอากาศดี แม้กระนั้นหามสองข้างของเลสเตอร์ ก็ไม่ได้เล่นลูกกลางอากาศได้ดีเท่า มั่นใจว่าการจู่โจมของ มูรินโญ ถ้าเน้นย้ำพื้นแผ่นดินอากาศ เขาคงจะเลือกเสาสองรวมทั้งเสาแรกเป็นหลัก มากกว่าบอมเข้าไปแถวจุดโทษ

ไม่ว่าจะเป็นเตะมุม, ฟรีคิก หรือการเปิดบอลจากด้านข้าง พูดอีกนัยหนึ่งมันจะต้องให้่ผ่านหัว ฮูธ กับ มอร์แกน โดย อิบราฮิโมวิช เป็นตัวหลอก หรือไม่เช่นนั้นก็วัดกันไปเลย ทั้งอิบรา, เฟลไลนี ซึ่งก็สู้ได้อยู่ครับผม ถ้าแย่งโหม่งกัน

ที่เน้นย้ำตามมาคือบอลจังหวะสอง ในกรณีที่ คู่เซนเตอร์เลสเตอร์ ชิงโหม่งได้ บอลหลุดออกมาพื้นที่อันตราย ผู้เล่นแถวสองของผีแดง จะต้องมีส่วนช่วยเก็บบอล หนุนไปใหม่หรือเซตบอลเพื่อหาจังหวะยิงประตู

หมากของ มูรินโญ คงจะออกมาอย่างนี้

บอลด้านข้าง ครอสเข้ามาจะใช้มากรวมทั้งเน้นย้ำเซตพีส เพราะดูแล้วเจาะตรงกลางแน่นแน่ เลสเตอร์ รับเต็มพิกัด

ส่วนแฟนผีก็จะต้องลุ้นเรื่องการจบสกอร์ของพวกเขาว่าจะเด็ดขาดมากมายน้อยขนาดไหน เพราะปัญหาขณะนั้นไม่ใช่เรื่องอื่นใด นอกเหนือไปจากการยิงประตูของพวกเขาที่จะต้องเฉียบขาดมากกว่านี้ ไม่ใช่ทิ้งขว้างช่องทางทองคำ

แต้มห่าง 7 สัปดาห์นี้มีโปรแกรมต่างช่วงกันรวมทั้งเป็นกลุ่มไก่เดือยทองคำมีโอกาสลดช่องว่างเหลือ 4 ให้เชลซีบีบคั้น หากว่าพวกเขาชนะวัตฟอร์ด ได้ก่อน ปลดปล่อยให้เชลซีบุกเยี่ยมบอร์นมัธ ด้วยแรงกดดันบ้าง

ภายหลังกลุ่มคอนเต้ชนะในเกมล่าสุดเขาบอกว่าขออีก 18 แต้มจาก 24 ที่เหลือ นั่นเป็นชนะ 6 นัด หากเป็นไปได้ชนะรวด 6 นัดนี้เลย เชลซีจะครอบครองแชมป์พรีเมียรฺ์ลีกทันที

ในจุดนี้เชลซีไม่ต้องพึงพอใจสเปอร์ส เล่นเพื่อกลุ่มตนเอง เล่นเพื่อชนะอย่างเดียว จะชนะแบบไหน จำเป็นต้องชนะ เพื่อทำให้ช่องว่างนั้นคงอยู่อย่างงี้หรือบางทีอาจโชคดีหากสเปอร์สสะดุดมันจะเพิ่มขึ้นรวมทั้งได้ผลสำเร็จเชิงจิตวิทยาให้พวกเขามีโอกาสใกล้แชมป์มากยิ่งกว่าชนะรวด 6 นัด

มันอาจจะเหลือ 5 หรือ 4 ก้ได้่ครับ
พูดอีกนัยหนึ่งแชมป์อยู่ในมือเชลซีรวมทั้งเป็นกลุ่มคอนเต้ ถือถ้วยพรีเมียร์ลีกอยู่ ในช่วงเวลาที่สเปอร์สพยายามมาแก่งแย่งอยู่เวลานี้

สเปอร์สมีโอกาสมั้ยครับ???

ผมว่ามีครับผม

7 คะแนนกับอีก 8 นัดไม่ห่างครับ แม้มันดูเป็นใจให้เชลซีแต่ว่าจากการที่พวกเขาพลาดท่าสะดุดต่อคริสตัล พาเลส ติดอยู่บ้าน มันทำให้มองเห็นว่าช่วงท้ายฤดู ความเครียด แรงกดดัน ความเกร็งมาเยี่ยมแล้ว

ทั้งที่เกมของพวกเขาเหนือกว่าพาเลส ช่องทางยิงมากไม่น้อยเลยทีเดียว กลับพลาดไปหมด

กลุ่มลุ้นแชมป์ชิงชังรวมทั้งกลัวเรื่องอย่างงี้ครับ เล่นแล้วมันดูตั้งใจเกินไปทั่จะยิง ที่จะชนะคู่ปรับ มันผิดธรรมชาติตนเองไปซะแบบงั้น เป็นหากเชลซีไม่แพ้พาเลส รวมทั้งในวันนั้นสเปอร์สน่าจะแพ้สวอนซีอยู่แล้วครับ

แต้มนำ 10 จนกระทั่งช่วงทดในช่วงเวลาที่ลิเบอร์ตี้ กลายเป็นผู้ร่วมทีม เมาริซิโอ โปเชตติโน มีลูกฮึดไล่ยิงสามประตูระหว่างนาทีที่ 88, 90+1 จนถึง 90+4 ยิงสามประตูในช่วง 6 นาที พูดอีกนัยหนึ่งยืงประตูทุกๆสองนาที

ทั้งที่ไม่มีตัวความคาดหวังอย่าง แฮร์รี เคน ลงในสนาม

นั่นเป็นข่าวดีรวมทั้งมุมมองบวกๆของแฟนไก่รวมทั้งทำให้พวกเขาหลุดพ้นจากคำว่า spursy ที่เป็นนิยามของพวกเขาที่มักพลาดท่า ตกม้าตายในเกมสำคัญรวมทั้งเกมที่ต้องการชัยเพื่อลุ้นต่อ หากเทียบกับปีที่แล้ว

ระยะนี้พวกเขาเริ่มห่วยแตกนั่นแหละครับ แต่ว่าปีนี้พวกเขายังสู้ต่อ ยังไม่หมดลุ้น มันยังมีโอกาสหากสู้ต่อรวมทั้งหวังว่าชัยต่อเกมกับสวอนซี จะเป็นพลังแอบแฝงให้นักฟุตบอลสเปอร์ส เดินหน้าสู้ต่อ ทั้งที่ความคาดหวังมีไม่มากมาย

เพราะแชมป์อยู่ในมือเชลซี รวมทั้งต้องเป็นเชลซีเท่านั้นที่จะพลาด

แฟนไก่รอคอยลุ้นให้ตนเองชนะไว้ก่อน จากนั้นค่อยว่ากัน หากตนเองยังชนะมิได้รวมทั้งอดสามแต้ม ผมว่าอันนี้ยากละ เนื่องจากนี่มิได้แข่งขันกับตนเอง พวกเขาแข่งขันกับเชลซี ที่มีข้อผิดพลาดน้อย นานๆแพ้ที

แต่ว่าไม่ต้องมากมาย…ไม่ต้องถึงกับแพ้หรอกครับใน 8 นัดที่เหลือ ลองพลาดท่าเสมอสักสองนัดติด แล้วสเปอร์สชนะรวด

มันจะเป็น 6 ต่อ 2 แต้ม พอๆกับเชลซีได้เพิ่มมา 2 เป็น 9 แต้มที่ห่าง แล้วลบออก 6 จะเหลือเพียงแค่ 3 เท่านี้กลุ่มยี่ห้อไก่มีโอกาสครอบครองแชมป์ได้เท่าๆกับเชลซีแล้วครับผม มันเป็น 51-49 แล้วครับผม หากนำกันเพียงแค่สามคะแนน

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยเพลี่ยงพล้ำต่อแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นเนื่องจากผลเสมอ 3 นัดในช่วงโค้งสุดท้าย หรือเคยเสียแชมป์ให้ อาร์เซนอลตอนนำ 11 แต้มเมื่อถึงเดือน เดือนมีนาคม แต่ว่าปืนชนะรวด 10 นัดท้ายที่สุด ผีหลุดเสมอสองสามนัด มีแพ้ด้วย

จบเลย….

ถึงแม้ว่าอันโตนีโอ คอนเต้ เคยตกม้าตายกับยูเวนตุส แบบว่านำ 5 เมื่อเหลือ 3 นัด แต่ว่าดันแพ้แล้ว ยกแชมป์ให้ลาซิโอไป

แฟนกัลโช จำได้ดีครับซีซั่น 1999-2000 ผมเคยเขียนไปคราวหนึ่ง ด้วยความรู้สึกกังวลใจของ คอนเต้ ในฐานะนักฟุตบอลยูเวนตุสรวมทั้งนายจ้างเขาเป็น คาร์โล อันเชลอตติ 8 นัดท้ายที่สุดแพ้ 4 จากที่นำห่าง

ก่อนลงในสนามนัดท้ายที่สุดลาซิโอ ของสเวนโกรัน อีริคส์สัน ตาม 2 แต้ม รวมทั้งไปเยี่ยมเรจจิน่า…เป็นลาซิโอ ชนะเจ้าบ้าน เรจจิน่า นั้นเป็นไปได้แน่ๆ เล่นที่สนาม เรองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ คูรี ไม่มีปัญหา แต่ว่าการที่ยูเวนตุสพบกับประเทศเปรูจา ที่รอดพ้นการตกชั้นไปแล้ว

คนไหนกันกล้ารับประกันว่าประเทศเปรูจา จะเล่นเต็มที่???

หนักกว่านั้นเป็นเกมของลาซิโอจบก่อน แต่ว่าเกมของยูเวยังไม่จบ ฝนตกหนักเกมเลื่อนไป 80 นาที หากเรียลไทม์เป็น ลาซิโอ ในช่วงเวลานั้นแซงขึ้นเป็นจ่าฝูงในนัดท้ายที่สุดรอคอยให้ยูเวนตุสเตะจบ รวมทั้งหากชนะประเทศเปรูจา เจ้าม้าลายก็ครอบครองแชมป์เช่นเดียวกัน

ผลเป็นยูเวนตุสแพ้ประเทศเปรูจา 1-0 จากลูกอลเวงหน้าจุดโทษ…และก็ตีเสมอมิได้ แพ้นัดท้ายที่สุดถึงกับชวดแชมป์หน้าตาเฉย!

เรื่องราวเหล่านี้อยู่ในหัวของ คอนเต้ จนกระทั่งทำให้พวกเราเองอดคิดมิได้ว่า….เขามีบทเรียนราคาสูงเมื่อ 17 ปีกลาย ยุคเป๋นนักฟุตบอล เรื่องนี้ไม่น่ากลับมาหลอกอีกรอบ เขาจำเป็นต้องแก้ไขมันให้ได้เมื่อมาเป็นผู้ฝึกสอน

แต่ว่าอย่างว่าแหละครับ….จวบจนคุณยังทำการประลองอยู่ ช่องทางอย่างงี้มันมีเกิดขึ้นอยู่แล้วครับ

คาร์โล อันเชลอตติ เคยพลาดแชมป์สคูเดตโต เมื่อในช่วงเวลานั้น เขาก็ยังพลาดแชมป์ยูฟา แชมเปี้ยนส์ ลีกทั้งที่นำหงส์แดง ลิเวอร์พูลในปี 2005 อยู่สามลูกเมื่อจบครึ่งแรก แต่ว่าท้ายที่สุดโดนตีเสมอรวมทั้งยืดเวลาพิเศษบุกอย่างไรก็ยิงมิได้ แถมแพ้จุดลูกโทษอีก

คอนเต้….น่าจะคิดมากรวมทั้งจำเป็นต้องพยายามกระตุ้นผู้ร่วมทีมว่านำ 7 แต้ม อย่าหลงระเริง รวมทั้งประมาทผู้เอาอย่างสเปอร์ส ที่น่าจะแพ้สวอนซี แต่ว่าเพียงพอตีเสมอได้นาทีที่ 88 พวกเขาสอยอีกสองลูกจนกระทั่งหมดเวลา พลิกกลับมาชนะ 3-1

เรื่องราวอย่างงี้มันไม่ใช่ชนะแล้วได้เพียงแค่สามแต้ม

สเปอร์สได้ 9 แต้มเลยครับวันชนะสวอนซี

แทนที่หากแพ้แต้มจะกลับไป 10 แล้วหมดหวังลุ้นแชมป์ในจุดนี้ สเปอร์สมีหวัง แต่ว่าคงจะไม่มากมายพอๆกับเชลซี อันนี้ตามหน้าเสื่อครับผม รวมทั้งถ้ากวาดสายตาดูโปรแกรม 8 นัดท้ายที่สุด หากเชลซีต้องการชนะ 6 นัด

พวกเขาจะต้องพบกับคนไหนกันบ้าง รวมทั้งสเปอร์สเองเจอกับคนไหนกันบ้าง

เชลซี สเปอร์ส

นัดที่ 31 บอร์นมัธ(ย) วัตฟอร์ด (ห)

นัดที่ 32 แมนฯยูฯ (ย) บอร์นมัธ (ห)

นัดที่ 33 เซาหมูแฮมป์ตัน(ห) พาเลส (ย)

นัดที่ 34 เอฟเวอร์ตัน (ย) อาร์เซนอล (ห)

นัดที่ 35 โบโร (ห) เวสต์หมูแฮม (ย)

นัดที่ 36 เวสต์บรอม (ย) แมนฯยูฯ (ห)

นัดที่ 37 ซันเดอร์แลนด์ (ห) ฮัลล์ (ย)

ส่วนเกมเชลซีหลงเหลือวัตฟอร์ด รวมทั้งสเปอร์สหลงเหลือกับ เลสเตอร์ นั้น รอคอยลงวันรวมทั้งเวลาทั้งสองโปรแกรมเพราะเหตุว่าสองกลุ่มนี้มีคิวเตะเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ ในวันที่ 22 เม.ย. พบกันเอง พิสูจน์กันเพราะว่าคนไหนกันมีโอกาสลุ้นดับเบิลแชมป์ได้

หากดูโปรแกรมรวมทั้งหนักค่อยไม่ต่างอะไรกัน แฟนเชลซี มองไปที่เกมแมนฯยูฯ กับ เอฟเวอร์ตัน ส่วนแฟนไก่นั้นมองเกม อาร์เซนอล, แมนฯยูฯ รวมทั้งแถมเลสเตอร์ ซิตี้ ที่ชนะรวดทุกนัดกลับมาเป็นกลุ่มแชมป์เหมือนเดิม

ปัญหาอยู่ที่ว่านับนับจากนี้…..คนไหนกันสะดุด ประสบพบเจอปัญหาแน่ๆ

สเปอร์สสะดุด ช่องว่างจะห่างรวมทั้งแทบหมดลุ้น แต่ว่าหากเชลซีสะดุดแลสเปอร์สเก็บได้ พวกเขามีลุ้นแชมป์แบบสุดกำลัง รวมทั้งสามารถกล่าวได้เต็มปากว่ามีโอกาสเป็นแชมป์ แต้ม 7 เวลานี้ สะดุดสักนัดสองนัด โดยเฉพาะเชลซี ช่องว่างจะลดฮวบฮาบ

ในช่วงนี้คงจะจำเป็นต้องให้เครดิตกลุ่มเชลซีของ คอนเต้ ก่อนว่า มีจุดแข็งมากยิ่งกว่าข้อบกพร่อง รวมทั้งพวกเขาพร้อมเป็นแชมป์มากยิ่งกว่าสเปอร์ส อันนี้ว่ากันตามหน้าเสื่อ ไม่ใช่ว่ากันด้วยความคาดหวัง แต่ว่าหากกลุ่มของคอนเต้ ไม่สามารถที่จะนำจุดแข็งตนเองเรื่อง รัดกุม พลาดยากเสียยาก มาใช้ได้ทันทีทันควัน

เสียสมาธิรวมทั้งบีบคั้นตนเองมากมายไป ข้อบกพร่องของพวกเขาจะก้าวมาแทนที่ แบบงั้นช่องทางสะดุดมีมากมาย ราวกับเกมที่แพ้คริสตัล พาเลสทั้งที่โดนบุกไม่กี่ครั้ง นั่นเป็นเนื่องจากพวกเขาเสียสมาธิ รวมทั้งเพียงพอโดนนำ กลายเป็นบีบคั้นรวมทั้งเกร็งตนเองไป

นี่เกมล่าสุดที่ชนะ แมนฯซิตี้ 2-1 ชี้ให้เห็นว่าพวกเขากลับมาควบคุมสติได้อีกรอบ

ส่วนสเปอร์สไม่ต้องคิดอะไรมากมาย…ไม่มี แฮร์รี เคน นำแนวรุก พวกเขาจำเป็นต้องชนะอย่างเดียว ด้วย ซอน เฮือง มิน, เดลเล อัลลี, คริสเตียน เอริคเซน ตัวทำเกมรุกสามคนนี้ที่สลับหน้ากันยิงรวมทั้งช่วยกลุ่มได้ บวกกับเซตพีส เตะมุม ฟรีคิก ที่จะมาช่วยเสริมให้มีโอกาสชนะง่ายชึ้น

ได้ยินข่าวมาสักระยะแล้วครับว่ามี "เสือ" ตัวหนึ่งกำลังอาละวาดอยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส สร้างความลำบากให้ราษฎรใน ลีก เอิง อย่างควรหนัก

แต่ก็มิได้ตื่นเต้นจั๊กแหล่นหรือตะลึงงันอะไรมากมายก่ายกอง ด้วยรู้สึกว่า ลีก เอิง เป็นสมรภูมิแข้งที่อุดมด้วยกลุ่มที่มีความอู๊ดดี้สูง หรือเอาง่ายๆว่า "หมู" นั่นแหละ

ข่าวสารการปะทุตาข่ายแบบถล่มทลายในศึก ลีก เอิง ของกองหน้าระดับดาวดังคนหนึ่งจึงไม่ใช่เรื่องน่ามหัศจรรย์อะไร

ขนาด มาริโอ บาโลเตลลี่ ที่เปลี่ยนร่างเป็นไม้ตีพริกแข็งทื่อๆทิ่มแทงดาร์กซ์คนใดกันก็มิได้เมื่ออยู่ในพรีเมียร์ลีกยังยิงกระจัดกระจายได้เลยคุณ!

หลักฐานสำคัญเป็นผู้เล่นประเภทดาวซัลโวตีนพระกาฬจากลีกสูงสุดของฝรั่งเศสชอบเผชิญปัญหา ผลิตสกอร์ได้ไม่กระจัดกระจายอย่างเดิมในสมรภูมิแข้งที่ฮาร์ดคอร์มากกว่าอย่างพรีเมียร์ลีก

ดังเช่น มารูอาน ชามัค, โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ หรือ บาเฟติมบี้ โกมิส รวมทั้งรุ่นเก่าๆอย่าง สเตฟาน กีวาร์ซ หรือ ฌิบริล ซิสเซ่

เมื่อมาตะบันแข้งในลีกที่มาตรฐานสูงขึ้น ระดับความยากเยอะขึ้นเรื่อยๆ – ปริมาณประตูก็ลดน้อยลงตามกฎกติกา

อนึ่ง ขอยกเว้น ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ที่อยู่เหนือกฏเกฌฑ์ข้อนี้

ฤดูกาลนี้ ราดาเมล ฟัลเกา ลงเล่นให้ โมนาโก ใน ลีก เอิง ไปแล้ว 20 นัดหมาย โดยกระหน่ำไปแล้วถึง 16 ดอก

ค่าถัวเฉลี่ยในการทำลายตาข่ายให้หมดสิ้นถือว่าสูงมากมายครับ แต่ก็อย่างที่บอกนั่นแหละว่าบางครั้งบางคราวอาจเกิดจาก ลีก เอิง นั้นมีอัตราความอู๊ดดี้สูงมากกว่าที่จะแสดงอาการร้องวี้ดว้ายอะไรออกมา

การอยู่กับกลุ่มที่อุดมด้วยดาวดังอย่าง โมนาโก แถมจัดเป็นกลุ่มที่อยู่สูงสุดของห่วงโซ่ของกินของ ลีก เอิง ในฤดูกาลนี้บางทีอาจมีส่วนช่วยเหลือรวมทั้งช่วยเหลือเกื้อกูลให้ "พี่เสือ" กระหน่ำประตูแบบเป็นกอบเป็นกำ…ก็..เป็น..ได้

กระทั่งเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา

กลุ่มคำไทย "สิบปากว่าไม่เท่าตามองเห็น" ก็ทำหน้าที่ของมันอย่างเคร่งครัดอีกที

แมนฯ ซิตี้ เปิดบ้านต้อนรับการมาเยี่ยมของ โมนาโก ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 กลุ่มในที่สุด ครั้งแรก ท่านผู้ชมทางบ้านอย่างผมจึงได้มองเห็นฟอร์มการเล่นของ ราดาเมล ฟัลเกา แบบเต็มๆอีกที นับจากเดินคอตกออกมาจากเครื่องแบบปีศาจแดง หลังจบฤดูกาล 2014-15 ก่อนจะเจอความเป็นจริงว่าพี่เสือกลับมาแล้ว

กองหน้าวัย 31 ผู้นี้กระชุ่มกระชวยขึ้นเยอะเลยทีเดียวครับ

ราดาเมล ฟัลเกา ทำเป็น 2 ประตูในเกมนี้

ประตูแรกจากการทะยานเข้าไปขวิดลูกตุงตาข่าย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสัญชาติญาณของนักล่ารวมทั้งวิญญาณของเพชฌฆาตที่กลับมาสิงร่างอีกที

ส่วนประตูที่ 2 จะต้องใช้คำว่า "เหนือดุจเทพยดา"

พี่เสือมึงทำร้ายป้อมปราการหลังค่าจ้างเกือบจะ 50 ล้านปอนด์อย่าง จอห์น สโตนส์ จนกระทั่งเสียหมา ก่อนบรรจงชิพไม่เห็นหัวผู้เฝ้าประตูของ แมนฯ ซิตี้ อย่างเหนือชั้นสุดๆ

แม้จะสังหารจุดโทษพลาดไปแบบง่ายๆแถม โมนาโก เป็นข้างพ่ายแพ้ แต่ก็พอจะผ่อนผันได้ว่า ราดาเมล ฟัลเกา กลับมาเป็นสุดยอดดาวกระหน่ำประตูเหมือนที่ตัวเขาเองเคยเป็นอีกที

คิดและจากนั้นก็เสียดายจัง อิอิอิ

ทวนเข็มนาฬิกากลับไปสักประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว

ในจุดนั้น ราดาเมล ฟัลเกา ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์หน้าตีนวางลำดับที่หนึ่งของโลก (รวมทั้งดาวอังคาร)

2 ฤดูกาลที่เป็นโคตรเพชฌฆาตให้ แอตเลติโก มาดริด กองหน้ากลุ่มชาติโคลอมเบียผู้นี้ไล่กระหน่ำประตูคู่ปรปักษ์ไปถึง 70 ดอก

นั่นนำมาซึ่งการทำให้โคตรมหาเศรษฐีกลุ่มหนึ่งอย่าง โมนาโก จะต้องเอาฟ่อนธนบัตรไปห่อตัวเขาออกมาจากกลุ่มตราหมีหน่วยรบเฉพาะกิจ

ฤดูกาล 2013-14 หลังจากที่ลงเล่นให้ โมนาโก ไป 19 นัดหมาย โดยกระหน่ำไป 11 ประตู "เอล ติเกร" ก็มีอันจะต้องเจ็บอย่างควรหนัก เว้นแต่จะอดลงเล่นในศึกบอลโลก 2014 ที่บราซิล ยังถูกลักพาตัวไปจากฟลอร์ต้นหญ้าตรงเวลากว่าครึ่งปีเลยทีเดียว

หายเจ็บกลับมาก็กลายเป็นข่าวใหญ่ เมื่อ แมนฯ ยูไนเต็ด ตกลงยืมตัว ราดาเมล ฟัลเกา มาจาก โมนาโก มาใช้งานด้วยค่าตอบแทนอันพรั่งพร้อม ท่ามกลางความปรีด์เปรมรื่นเริงของคนขายวิญญาณให้ปีศาจแดงทุกกลุ่มเหล่าที่พากันซอกซอยบั้นเด้ายิกๆๆๆๆๆๆโทษฐานที่กลุ่มตนเองได้ดาวยิงลำดับที่หนึ่งของโลกมาเป็นหน่วยล่าสังหาร

แต่ก็อย่างที่ทราบกันอยู่แล้วนั่นแหละครับ

ฤดูกาล 2014-15 "พี่เสือ" ลงเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไปทั้งผอง 29 นัดหมาย โดยยิงได้เพียงแค่ 4 ประตูเพียงแค่นั้น

อย่าว่าแต่กระหน่ำตาข่ายเลยครับ เพียงแค่จับบอลยังไม่ค่อยจะอยู่เลย

จากเสือร้ายกลายเป็นยุ่งระบากชัดๆ(โถ…พ่อคุณ)

สภาพร่างกายนี่แหละคือปัญหาใหญ่ ราดาเมล ฟัลเกา พึ่งจะกลับมาจากอาการป่วยหน้าแข้งอย่างมาก แถมห่างเหินจากการเริงระบำบนฟลอร์ต้นหญ้าไปนานเกินกว่าที่จะปรับสภาพให้กับสมรภูมิแข้งที่มีทั้งความรวดเร็วรวมทั้งหนักหน่วงมากมายอย่างพรีเมียร์ลีก

เมื่อเล่นมิได้ รวมทั้งยิงมิได้ – ความเชื่อมั่นก็เริ่มลดน้อย ยิ่งยิงมิได้ ความเชื่อมั่นก็ยิ่งหาย

ฤดูกาลแรกของเขาในเสื้อผ้าปีศาจแดงถือว่าล้มเหลวไม่เป็นท่า

ถ้าเกิดพวกเรามั่นใจว่า ราดาเมล ฟัลเกา เป็นสุดยอดดาวยิงระดับตีนมหาฉิบหายคนหนึ่งในโลกลูกหนัง เพียงแต่เขาพึ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บอย่างรุนแรง สภาพร่างกายยังไม่สมบูรณ์เต็มร้อย – แมนฯ ยูไนเต็ด ควรให้เวลาเขาปรับนิสัยอีกสักระยะพลางเสี่ยงเดิมพันอีกสัก 1 ฤดูกาล

แต่ภายหลังคำนวณดูแล้ว หลุยส์ ฟาน กัล คงรู้สึกว่ามันเสี่ยงเกินไปจึงตกลงใจไม่ต่อสัญญา ด้วยประเมินว่ากองหน้าผู้นี้เป็นผู้เล่นที่หมดสภาพ

ทันใด เชลซี ในฐานะแชมป์พรีเมียร์ลีกก็โผล่เข้ามาแสยะยิ้มสยอดสยดสยอง

รู้เรื่องว่าที่ปรึกษาของกลุ่มสิงห์บลูส์ในในขณะนั้นอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ คงอยาก "ลองของ" ทำนองว่าหมูไม่กลัวน้ำร้อน แถมยังได้กวนตีนปีศาจแดงไปในตัวอีกต่างหาก เป็นมึงใช้ไม่ได้ใช่ไหม ไม่เป็นไร ประเดี๋ยวกูใช้ให้มองเอง

ฤดูกาลที่แล้วลงเล่นให้ เชลซี ทั้งผองเพียงแค่ 12 นัดหมาย (ทุกรายการ) โดยทำเป็นเพียงแค่ประตูเดียว

ใครสักคนจึงรำพึงรำพันอยู่เพียงลำพัง "ถุย!…นึกว่าจะแน่"

ราดาเมล ฟัลเกา เกือบจะไม่ได้ต่างอะไรจากเสือแก่ที่สายตาพร่ามัว-เขี้ยวเล็บผุกร่อน แถมเป็นเสือตรากตรำที่โดนกระสุนพรานจนกระทั่งเจ็บอีกต่างหาก

"เสือตรากตรำ" ที่หมดสภาพแบบงี้ไล่ล่ากระทิงหรือกวางใหญ่ในพงพีไม่ไหวหรอกครับ

จับกินได้ก็แต่น้องหมาของราษฎรเพียงแค่นั้น!

จบฤดูกาล 2015-16 อดีตกาลดาวยิงตีนวางลำดับที่หนึ่งของเมืองมนุษย์ผู้นี้จึงไม่เป็นที่ต้องการของ เชลซี อีกต่อไป รวมทั้งยักษ์ใหญ่กลุ่มอื่นๆด้วยจนกระทั่งจะต้องซมซานกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ โมนาโก อีกที

รับสารภาพตามจริงว่าผมไม่คิดว่า ราดาเมล ฟัลเกา จะกลับมาอยู่ในฟอร์มอันสุดยอดของตัวเองอีกที เพราะมองมุมไหนก็พบว่ามันผ่านไปหมดแล้ว เขาผ่านจุดสูงสุดของตัวเองเป็นที่เป็นระเบียบเรียบร้อย

ฤดูกาลนี้พี่เสือยิงประตูแรกให้ตนเองได้เสร็จในเกมที่ 2 ของ ลีก เอิง ซึ่ง โมนาโก กระหน่ำ แรนส์ ไปด้วยสกอร์ 3-0

นับจากนั้นก็เริ่มผลิตสกอร์ได้เรื่อยๆโดย 9 ครั้งแรกที่เล่นให้ โมนาโก ในฤดูกาลนี้ พี่เสือมึงยิงได้ถึง 7 ประตู

เมื่อกระหน่ำตาข่ายได้อย่างต่อเนื่อง ความเชื่อมั่นก็กลับมาอีกที เหมือนกันกับสภาพร่างกายที่บริบูรณ์มากขึ้นเรื่อยๆ

เกมล่าสุดที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม ดาวยิงวัย 31 ผู้นี้กดไปอีก 2 ดอกดังที่เล่าเป็นตัวหนังสือไปนั่นแหละ (คนใดกันมิได้มองถ่ายทอดสดก็ไปพบมองในคลิปเอาแล้วกัน) พอๆกับว่าฤดูกาลนี้ลงเล่นไปแล้ว 26 นัดหมาย (ทุกรายการ) โดยทำเป็น 21 ประตู

เหนือกว่าสถิติการยิงประตูที่เป็นตัวเลข เป็นฟอร์มการเล่นที่พึ่งจะมองเห็นแบบใหม่ๆนี่แหละครับ

สัมผัสได้ถึงความกระชุ่มกระชวยเหมือนกับเสือหนุ่มที่สามารถผสมพันธุ์ได้วันละ 200 ดอก นั่นเป็นเหตุผลที่กล่าวว่าทำไมถึงมีความคิดกันว่า "ของลับของเสือเพศผู้" เป็นสุดยอดยาบำรุงสมรรถนะทางเซ็กซ์จนกระทั่งกลายเป็นหนึ่งในต้นสายปลายเหตุให้สัตว์ป่าจำพวกนี้ใกล้สิ้นพันธุ์

กว่าครึ่งปีครับที่ ราดาเมล ฟัลเกา นอนแทรกกับอาการเจ็บ บวกกับอีก 2 ฤดูกาลเต็มๆที่บากบั่นหาทางกลับออกมาจากเขาวงกตที่ความเสื่อมถอย

ในที่สุดก็ทำสำเร็จ – มองเห็นแบบงี้และจากนั้นก็กระปรี้กระเปร่าครับ

นี่เป็นตัวอย่างชั้นเลิศ แถมเป็นกรณีศึกษาว่า…คนเรา ถ้าเกิดมีความขยันหมั่นเพียรรวมทั้งบากบั่นโดยไม่หดหู่หรือหมดหวังไปเสียก่อน คนที่เคยเป็น "เสือ" ก็มีสิทธิ์กลับมาเป็น "เสือ" อย่างเดิมได้อีกที

…ว่าและจากนั้นก็ให้นึกถึงดาวเตะอีกคนที่อายุ 31 เท่า ราดาเมล ฟัลเกา ที่กำลังจะถอดใจหนีไปค้าแข้งพลางโกยเงินในเมืองจีนดีมากยิ่งกว่า เนื่องจากว่าเดี๋ยวนี้ตนเองไม่มีที่ลงในกลุ่มตัวจริงของปีศาจแดง

เวงเกอร์เห็นว่ารูปเกมที่ดีขึ้นในครึ่งหลังเป็นเพราะแผงกลางของเขาต่อสู้กับลิเวอร์พูลได้ดีขึ้น ไม่ได้เป็นผลโดยตรงจากการส่งกองหน้าชิลีลงสนาม

เวงเกอร์เผยว่า การดรอป อเล็กซิส ซานเชซ กองหน้าทีมชาติชิลีไว้ที่ม้านั่งสำรอง ในเกมบุกพ่ายลิเวอร์พูล3-1 เมื่อคืนวันเสาร์ เป็นเหตุผลทางแทคติก

เวงเกอร์ตัดสินใจใส่โอลิวิเยร์ ชิรูด์ กองหน้าร่างใหญ่เป็นหน้าเป้า โดยมีแดนนี เวลเบ็ค, อเล็กซ์ อิโวบี้ และ อเล็กซ์-อ็อกซ์เลด แชมเบอร์เลน ซัพพอร์ต แต่ผลคือทีมเสียประตูแรกตั้งแต่ยังไม่ถึง 10 นาที ก่อนหมดครึ่งแรก 5 นาทีก็ต้องมาเสียประตูที่สอง และทีมไม่มีโอกาสยิงแม้แต่ครั้งเดียวในครึ่งแรก เมื่อเริ่มครึ่งหลังเวงเกอร์ส่งอเล็กซิสไปแทนฟานซิส โกเกอแลง ทันที เพียงสามนาที ชิรูด์ก็มีโอกาสทำประตูจะ ๆ และอเล็กซิสนี่เองที่แทงทะลุช่องให้แดนนี เวลเบ็ค ยิงตีไข่แตกในนาทีที่ 56

"ผมคิดว่าเราต้องเล่นบอลไดเรคท์มากขึ้น และผมอยากใช้ศูนย์หน้าสองคนที่แข็งแกร่งในลูกกลางอากาศ เพราะเราจะเล่นไดเรคท์มากขึ้นไง" เวงเกอร์อธิบายการจัดตัวของเขา

"ผมเชื่อว่าในครึ่งหลัง กองหน้าเราเล่นง่ายขึ้น คุณจะเห็นว่าชิรูด์กับเวลเบ็คเล่นดีขึ้นเลยเพราะเราครองเกมแดนกลางได้เยอะกว่าเดิมมาก

"ผมไม่ปฎิเสธว่าอเล็กซิสเป็นผู้เล่นที่ยอดเยี่ยม ผมซื้อเขามา ส่งเขาลงเล่นเสมอ การตัดสินใจพวกนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ผมต้องทำ" ลุ้มสนุกกับ W88

เวงเกอร์ยังพูดถึงผลกระทบของการไม่ได้ลงเล่นเกมเป็นเวลานาน ว่าทำให้ทีมเสียจังหวะ ในลักษณะเดียวกับที่ลิเวอร์พูลเสียท่าให้เลสเตอร์มาแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน

"เราไม่ได้เล่นมานาน มันยากเสมอที่จะกลับมาเล่นได้เข้าจังหวะ แต่เราถึงอย่างนั้น ผมยังเสียใจที่เราเสียประตูแรกซึ่งมันไม่น่าจริง ๆ"

หลังจบเกมนี้อาร์เซนอลอยู่ในอันดับที่ 5 แข่ง 26 นัด มี 50 คะแนนเท่าเก่า ส่วนลิเวอร์พูลขยับไปอยู่อันดับ 3 ชั่วคราว มี 52 คะแนนจาก 27 นัด

ฟรองค์ เคสซิเย่ กองกลางฟอร์มแรงของ อตาลันต้า ยอมรับว่าตัวเองเป็นแฟนตัวยงของ ปีศาจแดง แต่ถ้าเป็น เชลซี ก็พร้อมที่ย้ายเหมือนกัน

 

เคสซิเย่ กําลังทําความสามารถได้อย่างยอดเยี่ยมกับ อตาลันต้า โดยตัวเขาลงสนามไปแล้ว 20 นัดทําได้ 6 ประตูและ 1 แอสซิสต์มีส่วนช่วยให้ อตาลันต้า อยู่อันดับ 5 ของตารางคะแนนกัลโช่ เซเรียอาในเวลานี้

 

กองกลางวัย 20 ปีเป็นข่าวกับทีมยักษ์ใหญ่มากมายไม่ว่าจะเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด,เชลซี,อาร์เซน่อลและปารีส แซงต์-แชร์กแมง

 

''แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคือทีมในฝันของผม''

 

''แต่เชลซีก็ไม่มีปัญหาเช่นกัน''